ประสบการณ์ความผิดพลาดในการลงโฆษณา Adwords ไม่ได้ผล

ลงโฆษณา ADWORDS ไม่ได้ผล
Share on facebook
Share on twitter
Share on pinterest

การลงโฆษณา Google Adwords เป็นอะไรที่ผู้ลงโฆษณาชอบมากๆ เพราะว่าถ้าเทียบกันระหว่างโฆษณาของ Facebook นั้น ถือได้ว่าโฆษณาแบบ Google Adwords สามารถหากลุ่มเป้าหมายได้ตรงกว่ามากๆ เพราะเจาะจงหากลุ่มลูกค้าตามคีย์เวิร์ด ทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสินค้าเราจริงๆ ทำให้โอกาสที่จะขายสินค้าได้มีมากกว่าการลงโฆษณาแบบ Facebook มากๆ แต่ด้วยราคาคลิกที่แพง หากเราไม่ศึกษาการใช้ Google Adwords ให้ดี ขอบอกเลยว่าราคาคลิกของ Google Adwords มีราคาแพงกว่า Facebook มากๆ ถ้ายังไม่มั่นใจอย่าเพิ่งลงโฆษณากับ Google ให้ลองใช้ Facebook ก่อนเลย เพราะโฆษณาของ Facebook มีราคาถูกกว่ามาก แม้เรายังทำโฆษณาไม่เป็น แต่ระบบของ Facebook มีระบบการเรียนรู้หากลุ่มเป้าหมายให้กับเราอัตโนมัติ จึงทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เรื่อยๆ สำหรับบทความหัวข้อนี้ คุณจะได้เรียนรู้วิธีลงโฆษณากับ Google Adwords โดยเรียนรู้จากข้อผิดพลาดจากประสบการณ์ของผู้ลงโฆษณาจริง รับรองเลยว่าอ่านจบบทความนี้จะกลายเป็นเซียนไปเลย เพราะคุณจะเห็นข้อผิดพลาดทั้งหมดก่อนที่จะเริ่มลงโฆษณาจริง

ความผิดพลาดในการระบุกลุ่มคีย์เวิร์ด

การระบุ Keyword Grouping ผิดพลาดจะทำให้เราเสียเงินไปอย่างใหญ่หลวงโดยเปล่าประโยชน์มาก เพราะเราจะได้กลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้สนใจสินค้าของเราจริงๆ ไม่ได้อยากเข้ามาซื้อสินค้า บางคนอาจมีความสนใจใกล้เคียงกับสินค้าของเรา แต่ไม่ได้ต้องการซื้อสินค้าจริงๆ ก็คลิกโฆษณาเข้ามาดูเว็บไซต์ของเรา อาจจะอยากดูแค่ผ่านๆโดยไม่ได้มีจุดประสงค์ในการซื้อสินค้าจริงๆ ทำให้เราต้องเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะคีย์เวิร์ดต่างๆที่มีการค้นเจอย่อมมี Search Intent หรือความตั้งใจของลูกค้าแตกต่างกัน อาทิเช่น เราต้องการใช้คีย์เวิร์ด เสื้อผ้า มือสอง แต่ก็มีคำที่ใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ด เสื้อผ้า มือสอง ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับ Keyword คำนี้ เช่น เราได้นำคีย์เวิร์ดคำว่า เสื้อผ้า มาใส่ในกลุ่มเดียวกัน ก็จะทำให้โฆษณาของเรามีกลุ่มคนเข้าถึงมาจากคนที่ค้นหาคำว่าเสื้อผ้า ซึ่งเราไม่ทราบด้วยซ้ำว่าคนที่ค้นหาเข้ามาต้องการซื้อเสื้อผ้ามือหนึ่งหรือเสื้อผ้ามือสอง คนที่ต้องการเสื้อผ้ามือหนึ่งก็อาจเข้ามาเพื่อดูร้านของเราเพียงเพื่อผ่านตาเท่านั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์จะซื้อสินค้าของเราอยู่แล้วแค่เพียงอยากเข้ามาดูเป็นทางเลือกเสริมหรือดูเล่นๆแค่นั้นเอง เราสามารถใช้เทคนิคเพิ่มคีย์เวิร์ดเดาใจลูกค้าเพื่อโอกาสให้ได้กลุ่มลูกค้าที่ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น อาทิเช่น เสื้อผ้ามือสองราคาถูก เสื้อผ้ามือสองลดราคา เสื้อผ้ามือสองผู้ชาย เป็นต้น เพื่อเจาะจงให้เราได้กลุ่มเป้าหมายที่เข้าถึงเป็นกลุ่มที่เจาะจงและมีโอกาสเป็นกลุ่มที่ต้องการซื้อสินค้าของเรามากขึ้น ทำให้เราไม่ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณาฟรีไปกับกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ได้ต้องการซื้อสินค้าจริงๆ

ความผิดพลาดที่ไม่ได้ระบุ Negative Keyword

การระบุ Negative Keyword ใน Google Adwords มีความสำคัญมาก ความผิดพลาดอย่างหนึ่งของผู้ลงโฆษณาคือการไม่ได้กำหนดว่า Negative Keyword ของเรามีอะไรบ้าง มีผลทำให้ผู้ที่ค้นหาข้อมูลบางคนที่เข้ามาไม่ได้ต้องการสินค้าของเราจริงๆ ดังนั้นเราก็จะเสียค่าโฆษณาส่วนนี้ไปโดยเปล่าประโยชน์ อาทิเช่น เราใช้คีย์เวิร์ดคำว่า อาหารเสริม ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของหลายคนมักหวังว่าจะขายสินค้าด้านความงามในโฆษณาประเภทนี้ได้ เช่น อาหารบำรุงผิว โดยเราไม่ได้กำหนด Negative Keyword ที่อาจเข้ามาโดยไม่คาดคิด อาทิเช่น อาหารเสริมเต้านม ดังนั้นเราจะต้องระบุคีย์เวิร์ดต่างๆที่ส่อแววว่าจะเป็น Negative Keyword ไว้ อาทิเช่น เต้านม อวัยวะเพศ อะไรต่างๆก็ตามลักษณะสินค้าของเราว่ามีคำใดที่ส่อแววเป็น Negative บ้าง ซึ่งโดยส่วนใหญ่ Google จะแสดงคีย์เวิร์ดทั้งหมดที่ลูกค้ากดเข้ามาจากผลการค้นหาให้เราทราบอยู่แล้ว ทำให้เราเข้าไปกำหนด Negative Keyword ได้ไม่ยากเท่าไหร่นัก หากเราไม่กำหนดตรงนี้จะทำให้เราเสียเงินค่าโฆษณาฟรีเพราะได้กลุ่มเป้าหมายผิดเพี้ยนไม่ได้ต้องการซื้อสินค้าของเราจริงๆ

ความผิดพลาดของการไม่ได้เจาะจงคีย์เวิร์ดชื่อแบรนด์ตัวเอง

หลายคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับแบรนด์ตัวเองมากนัก ทำให้ไม่ได้ใส่คีย์เวิร์ดในการค้นหาเป็นชื่อแบรนด์ของตนเองลงไป ทำให้เมื่อมีการค้นหาไม่พบโฆษณาของเรา ทราบกันหรือไม่ว่าลูกค้าที่จำชื่อเว็บ หรือชื่อแบรนด์ของเราจะนำข้อมูลดังกล่าวมาค้นหาเพื่อมาใช้บริการหรือซื้อสินค้าของเราซ้ำๆ และการเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราซ้ำๆ หมายความว่ามีโอกาสมากที่ลูกค้าคนดังกล่าวจะซื้อสินค้าบริการของเรา เพราะเขาได้ไตร่ตรองและพิจารณามาดีแล้ว หากเราพลาดไม่ได้ใส่ชื่อแบรนด์ของตนเองในคำค้นหาไม่เพียงแต่เราจะพลาดโอกาสที่จะขายสินค้าได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีคู่แข่งจำนวนมากที่มองเห็นโอกาส จึงใช้ชื่อแบรนด์ของเราเป็นคีย์เวิร์ดในการค้นหา ทำให้เป็นการขโมยลูกค้าของเราไปโดยที่เราไม่รู้ตัว และลูกค้าเหล่านี้มีโอกาสที่จะควักเงินจ่ายสูงมาก ดังนั้นชื่อแบรนด์สำคัญมาก ไม่ว่าอย่างไร คีย์เวิร์ดของเราต้องมีชื่อโดเมนหรือแบรนด์ของเรา ลูกค้าอาจจะกลับมาในวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ก็เป็นไปได้เสมอ

ความผิดพลาดในการไม่เก็บข้อมูล Life Time Value

Life Time Value หมายถึงลูกค้าที่เข้ามายังร้านของเราแต่ละคนมีโอกาสซื้อสินค้าและทำกำไรให้เราได้มากแค่ไหน ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ครั้งแรกที่เขาเข้ามาซื้อ แต่ต้องมีการนับคำนวณรวมอย่างละเอียดว่าลูกค้าคนดังกล่าวมีโอกาสที่จะกลับมาซื้อสินค้าของเราเรื่อยๆซ้ำมากถึงไหน ทำกำไรให้เราเท่าไหร่จากค่าเฉลี่ย ดังนั้นหากเราไม่ทราบข้อมูลตรงนี้อาจทำให้เราไม่สามารถวางงบการโฆษณาที่เหมาะสม ไม่สามารถคาดเดาการสต๊อกสินค้าได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นต้องมีการทำการสำรวจว่าลูกค้าแต่ละคนมีโอกาสซื้อสินค้าของเราซ้ำๆทั้งหมดเท่าไหร่จากค่าเฉลี่ย เช่น 1 คนมีโอกาสซื้อ 1 หมื่นบาท ทำให้เราได้กำไร 5 พันบาท ดังนั้นหากเราจ่ายโฆษณาไป 2 พันบาท ทำให้เราได้พบลูกค้า 1 คน และทำให้เรามีกำไร 3 พันบาท ก็หมายความว่าค่าลงโฆษณา 2 พันบาทไม่ถือว่าแพงหรือมากเกินไปใช่ไหม นี่แหละ Life Time Value ช่วยให้เรานำมาหาโอกาสที่จะคำนวณว่าการโฆษณาของเราคุ้มค่ามากแค่ไหน สามารถสต๊อกสินค้าไว้ล่วงหน้าได้อีกด้วย ช่วยให้เราไม่พลาดโอกาสที่จะขายสินค้าไปยังลูกค้าให้ได้มากที่สุด

ความผิดพลาดในการไม่ศึกษาคู่แข่งให้ได้

ในการวางแผนโฆษณาที่ดี เราจะต้องนำคีย์เวิร์ดที่เราได้กำหนดไว้มาค้นหาในช่องค้นหาของ Google เพื่อดูว่าคู่แข่งของเราเป็นใครบ้าง อยู่อันดับที่เท่าไหร่ ลองใช้หลายๆคีย์เวิร์ดแล้วสังเกตุหาคู่แข่งหลักๆของเราว่ามีรายไหนบ้างที่ขายสินค้าหรือบริการประเภทเดียวกับเราและชอบโผล่มาแทบทุกคีย์เวิร์ด ให้เราศึกษาตั้งแต่อันดับการโฆษณาของเราเทียบกับของเรา รวมทั้งเข้าไปสำรวจหน้า Landing Page ของเขาเสียเลย ว่าสามารถทำได้ดีมีคุณภาพมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับของเรา ให้เราเก็บรายละเอียดดังกล่าวมาพัฒนาหน้า Landing Page ของเราให้สู้เขาได้ สร้างความได้เปรียบ เช่น ลักษณะการนำเสนอสินค้า การสั่งสินค้าจากเว็บไซต์ ต้องทำให้ดูง่ายกว่า ลูกค้าเขามาอยากสั่งซื้อมากกว่าเว็บของคู่แข่ง ดังนั้นการศึกษาเว็บไซต์หรือโฆษณาของคู่แข่งสำคัญมากๆ เพราะลูกค้ามีโอกาสที่จะเปรียบเทียบสินค้าและบริการของเรากับเว็บไซต์ของคู่แข่งอย่างแน่นอน เพื่อหาตัวเลือกที่ดีที่สุดทั้งด้านคุณภาพและราคา รวมทั้งความง่ายในการสั่งซื้อ อย่าลืมเพิ่มช่องทางให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าให้ง่ายขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Line หรือการสั่งซื้อผ่านหน้าเว็บไซต์

ความผิดพลาดในการตั้งงบประมาณรายวันกับการคาดหวังผลลัพธ์

หลายคนคาดหวังมากๆว่าการตั้งงบประมาณรายวันจะมีโอกาสให้เราได้รับกำไรกลับมาเท่าโน้นเท่านี้ อาทิเช่น ตั้งงบประมาณวันละ 100 บาท คาดหวังว่าจะได้กำไรกลับมา 1 พันบาทต่อวัน แน่นอนว่ามันไปได้ยากมาก เพราะการลงโฆษณาต้องใช้เวลา หากเราไม่เซียนจริงๆก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จน้อยกว่าคนที่มีประสบการณ์มานานอย่างแน่นอน ดังนั้นอย่าเพิ่งรีบคาดหวังโดยทันทีว่าเราลงโฆษณาไปจะได้ผลตอบแทนกลับมาโดยทันที ให้เราวัดผลและปรับปรุงโฆษณาของเราไปเรื่อยๆ พยายามอย่าให้หน้าเว็บของเราด้อยกว่าคู่แข่ง และให้มีอันดับการแสดงผลโฆษณาอยู่ในอันดับบนๆ แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่เป็นที่ 1 เสมอไป เพียงขอให้ลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าหรือบริการของเรามองเห็นโฆษณาของเราก็เพียงพอแล้ว เพราะสุดท้ายพวกเขาก็ต้องเลือกเข้ามาดูทุกเว็บเพื่อเปรียบเทียบกันอยู่ดี

ความผิดพลาดของการละเลยการตามอันดับโฆษณา

การใส่ราคาต่อคลิกและงบประมาณในแต่ละวันของโฆษณาที่เราต้องการให้ไปแสดงบน Google นั้น หากเราไม่ได้ติดตามคีย์เวิร์ดที่เราเลือกให้กับโฆษณาของเราว่าได้แสดงโฆษณาของเราในอันดับที่เท่าไหร่ เราจะเสียโอกาสในการนำข้อมูลดังกล่าวมาวางกลยุทธ์เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเยอะมาก อาทิเช่น เมื่อเราค้นคีย์เวิร์ดของเราแล้วพบว่าโฆษณาของเราอยู่ในลำดับ 1 ในขณะที่โฆษณาของคู่แข่งอยู่ในอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ ทำให้เราทราบได้เลยว่าอัตราการบิตค่าโฆษณาต่อคลิกของเราสูงกว่าคู่แข่งอีก 2 เจ้าอย่างแน่นอน ทางที่ดีให้เราลองลดราคาต่อคลิกแบบเนียนๆลงมาบ้างเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายดังกล่าว เพราะต่อให้อันดับของเราตกลงมาในอันดับที่ 2 หรือ 3 ทราบหรือไม่ว่าสุดท้ายแล้วลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าจริงๆกลับเลือกและเปรียบเทียบสินค้าบริการที่ดีที่สุดจากทุกๆเว็บ อันดับในการแสดงผลจึงแทบไม่ค่อยมีผลต่อลูกค้าที่สนใจสินค้าของเราจริงๆสักเท่าไหร่ และยังช่วยลดการคลิกโฆษณาจากลูกค้าที่ไม่ได้สนใจสินค้าจริงๆอีกด้วย ผู้ใช้ที่คลิกเข้าไปดูเล่นๆ ไม่ได้คาดหวังไม่ได้เปรียบเทียบราคา ย่อมไม่มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าอย่างแน่นอน ดังนั้นคนที่บิตราคาต่อคลิกสูงเป็นอันดับ 1 ก็จะรับเคราะห์กรรมตรงนี้ก่อนเลย ส่วนลำดับต่อท้ายอื่นๆก็จะปลอดภัยจากผู้ใช้งานประเภทนี้มากๆ เหลือแต่ผู้ใช้งานที่สนใจต้องการซื้อสินค้าจริงๆ

โดยทั่วไปวิธีป้องกันการขาดทุนจากการลงโฆษณาสำหรับมือใหม่ เราสามารถป้องกันได้ตั้งแต่เนิ่นๆนั่นก็คือการศึกษากลุ่มคีย์เวิร์ด ป้องกันคีย์เวิร์ดเชิงลบ ไม่ลืมที่จะใช้ชื่อแบรนด์ของตัวเองเป็นคีย์เวิร์ดในการลงโฆษณา ต้องเก็บข้อมูลว่าลูกค้า 1 คนมีโอกาสกลับมาซื้อสินค้าของเราโดยเฉลี่ยเท่าไหร่ ต้องมีการศึกษาคู่แข่ง เว็บไซต์ส่วนต่างๆต้องไม่มีจุดบกพร่องที่ทำให้คู่แข่งสามารถล้ำหน้าเราได้ง่าย ปรับปรุงโฆษณาไปเรื่อยๆ อย่าเพิ่งคาดหวังงบและผลลัพธ์ที่จะได้รับตั้งแต่ครั้งแรก และสุดท้ายเราจะต้องติดตามผลการแสดงผลว่าโฆษณาของเราอยู่อันดับไหน ข้อมูลเหล่านี้ถือว่าเป็นข้อผิดพลาดที่ทั้งมือใหม่และมือเก๋าที่อยู่วงการนี้มานานต้องเรียนรู้และปรับปรุงเพื่อลดต้นทุนการโฆษณา พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการขายสินค้าบริการของเราให้ได้เปรียบ

Share this post with your friends

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *