วิธีลงโฆษณา Facebook มือใหม่สำหรับเจ้าของร้านค้าออนไลน์

วิธีลงโฆษณา FACEBOOK มือใหม่
Share on facebook
Share on twitter
Share on pinterest

การลงโฆษณาใน Facebook ปัจจุบันหลายคนทราบดีว่าเราสามารถลงโฆษณากับ Facebook ยากขึ้น เนื่องจากการลงโฆษณา Facebook มีกฎเกณฑ์และขั้นตอนมากมายที่เราจะต้องศึกษาและปฏิบัติตาม ซึ่งที่เป็นแบบนี้เพราะว่ามีคนพยายามที่จะโกง Facebook พยายามจะลงโฆษณาในรูปแบบต่างๆที่หลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์และหลบหลีกการจ่ายเงิน จึงส่งผลกระทบต่อผู้สนใจหน้าใหม่ที่อยากจะลงโฆษณาโปรโมทสินค้าหรือแบรนด์ของตนเอง ทำให้การลงโฆษณากับ Facebook ทำได้ยากขึ้น แต่สำหรับใครที่มั่นใจว่าสินค้าหรือแบรนด์ของตนเจ๋งจริงก็ไม่ต้องกังวล เพราะเรายังสามารถเรียนรู้ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆของ Facebook เพื่อสร้างโฆษณาของเราได้ โดยบทความนี้จะเหมาะสำหรับผู้ลงโฆษณาหน้าใหม่ที่เป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์และอยากโปรโมทร้านของตนและทำยอดขายจากผู้ใช้งาน Facebook ถ้าพร้อมแล้วมาลุยกันเลย

งบประมาณหรือค่าใช้จ่ายในการโฆษณาที่ต้องจัดเตรียมเอาไว้

ผลลัพธ์ของยอดขายสินค้าของเรา แน่นอนว่าจะเป็นผลมาจากการโฆษณา ซึ่งงบประมาณที่เราต้องตั้งเอาไว้สำหรับการโฆษณาจะมีผลต่อการเข้าถึงโฆษณาและตัวสินค้าของเรา โอกาสที่ผู้ซื้อจะเข้ามาสั่งซื้อสินค้าของเรามาจากลักษณะโฆษณาและค่าใช้จ่ายในการโฆษณาทั้งสิ้น ถือได้ว่าเป็นต้นทุนที่สำคัญ โดยทั่วไป ถ้าเราอยากให้โฆษณาของเราเห็นผลลัพธ์ชัดเจน ค่าโฆษณาต่อวันที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 100 บาทขึ้นไป และเราจะต้องใจเย็น ไม่ปรับเปลี่ยนลักษณะของการออกแบบโฆษณาและกำหนดกลุ่มเป้าหมายบ่อยเกินไป จะต้องมีการรอจนกว่าโฆษณาตัวนั้นจะทำลูกค้าให้เราได้ เราจะต้องมีการวัดผลกำไรขาดทุน โดยนำค่าใช้จ่ายในการโฆษณามาคำนวณกับกำไรที่ขายสินค้าได้แต่ละชิ้นด้วย วิธีที่ดีในการดูว่าโฆษณาได้ผลหรือไม่ อาจรอให้งบค่าใช้จ่าย จ่ายไปไม่ต่ำกว่า 1 ถึง 5 พันบาทเสียก่อน แล้วเราค่อยกลับมาดูว่าได้กำไรหรือขาดทุนจากการลงทุนโฆษณาดังกล่าว และงบโฆษณาดังกล่าวยังทำให้เราเห็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงมากขึ้น ทำให้เราเก็บข้อมูลไปกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการโฆษณาของเราได้ง่ายขึ้น ดังนั้นครั้งแรกในการลงโฆษณาแต่ละตัว เราอาจจำกัดงบไว้ที่ประมาณ 1 ถึง 5 พันบาท หลังจากนั้นก็หยุดพิจารณาหากลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงในการซื้อสินค้าของเรา อาทิเช่น เพศ อายุ การศึกษา สถานะความสัมพันธ์ และอื่นๆ และนำข้อมูลที่ได้เหล่านี้ไประบุกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนขึ้นในการลงโฆษณาครั้งต่อไป

ลักษณะของโฆษณาของ Facebook

Facebook มีลักษณะโฆษณาให้เลือกสำหรับคนที่ต้องการนำสินค้าหรือแบรนด์เข้ามาตีตลาดโซเชียวมีเดีย โดยหลักๆมีโฆษณาจำนวน 2 แบบที่เราสามารถเลือกและบิตราคาแข่งขันได้ ซึ่งได้แก่ โฆษณาแบบบูสโพสและโฆษณาแบบไม่แสดงในเพจ โดยโฆษณาทั้งสองแบบนี้มีความแตกต่างกันในการแสดงผลและการหากลุ่มเป้าหมาย Facebook จะเลือกกลุ่มเป้าหมายของโฆษณาทั้งสองแบบให้กับเราไม่เหมือนกัน

โฆษณาประเภท Boost Post

เป็นลักษณะการโฆษณาที่เราต้องการกระตุ้นให้โพสของเราได้รับการตอบกลับจากผู้ใช้งาน Facebook โดยเน้นให้มีการกดถูกใจ กดแชร์และเข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพสหรือสินค้าที่เราโพสเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป็นการโฆษณาที่สามารถนำมาสร้าง Viral Marketing ได้ เพราะทำให้เกิดการพูดถึงและกระจายข่าวของตัวสินค้าผลิตภัณฑ์ของเราได้อย่างรวดเร็ว การโฆษณาลักษณะนี้เป็นการสร้างการเข้าถึงโพสของเราได้รวดเร็วมาก ทำยอดขายได้ดีและมักเห็นผลทันทีโดยไม่ต้องรอหลายวัน โดยทั่วไปแล้วเราสามารถโฆษณาแบบ Boost Post ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับโฆษณาแบบบทความ, Infagraphics และข่าวต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแสดงความคิดเห็น การกดถูกใจและมีการแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว ซึ่งโฆษณาประเภทนี้ไม่เหมาะสำหรับการขายสินค้า เพราะไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้งาน Facebook ได้ดีเท่าที่ควร ผู้ใช้งานมักไม่ให้ความสนใจกับการโฆษณาลักษณะของการขายตรงมากนัก

โฆษณาแบบไม่แสดงในหน้าเพจ

สำหรับการโฆษณาแบบไม่แสดงผลในหน้าเพจหรือเป็นคนละแบบกับการ Boost Post โดย Facebook เปิดโอกาสให้มีการโฆษณาลักษณะนี้ได้หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มยอดคนเข้าชมวิดีโอ เพิ่มผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเรา การติดตั้งแอปพลิเคชัน หรือโฆษณาลักษณะ Lead Generation ก็สามารถลงโฆษณารูปแบบนี้ได้ โฆษณาลักษณะนี้แหละที่เหมาะสำหรับผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์มากๆ ช่วยให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายรูปแบบ ไม่เพียงแต่คนที่ชอบกดไลค์หรือกดถูกใจโพสของเราเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมคนทุกประเภทใน Facebook ที่อาจเป็นลูกค้าของเราได้ ซึ่งช่วยให้เรามีโอกาสนำสินค้าไปจำหน่ายให้กับคนทุกกลุ่ม ด้วยข้อดีที่ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานทุกประเภท เราสามารถเก็บข้อมูลได้อย่างละเอียดว่ากลุ่มผู้ใช้งานที่แท้จริงที่มีกำลังในการซื้อสินค้าของเราเป็นใครบ้าง ยิ่งเราสามารถเก็บได้ว่าลูกค้าของเราเป็นเพศใด ลักษณะการศึกษา อายุ เราก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มากำหนดเป้าหมายได้อย่างครบครัน นี่แหละคือข้อดีของการทำโฆษณาในรูปแบบที่ไม่ใช่การ Boost Post เพราะจะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่ม และเจอลูกค้าที่เป็นผู้ซื้อตัวจริง ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ชอบมากดไลค์กดแชร์หรือแสดงความคิดเห็นเพียงอย่างเดียว

สร้างโฆษณาหลายๆแบบ

สิ่งที่หลายคนยึดติดกับการทำธุรกิจนั่นก็คือการสร้างโฆษณาแบบเดิมๆและใช้โฆษณาตัวนั้นเพียงตัวเดียวเพื่อรันไปเรื่อยๆ เพราะเห็นผลลัพธ์ที่ดีและมีกำไรจากโฆษณาตัวนั้น แต่หารู้ไม่ว่าการสร้างโฆษณาออกมาเพียงตัวเดียวและรันโฆษณาปล่อยไว้โดยไม่สนใจว่าผลลัพธ์ของมันจะเป็นอย่างไร รู้เพียงแต่ว่าได้กำไร เป็นวิธีการที่ทำให้เราเสียเปรียบในการทำธุรกิจมากๆ เพราะเราไม่เห็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงว่าใครที่สนใจโฆษณาของเรา ไม่สามารถแยกแยะอะไรได้ว่าโฆษณาแบบใดที่เห็นผลดีที่สุด ไม่สามารถเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้เราได้ เพราะเราไม่มีอะไรที่นำมาเปรียบเทียบเพื่อปรับปรุงผลลัพธ์ของเราให้ดีขึ้น ดังนั้นทางที่ดีสำหรับวงการนี้คือให้เราสร้างโฆษณาเอาไว้หลายๆตัวเลย แต่ละตัวก็มีการกำหนดการเข้าถึงด้วยผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน หรือกลุ่มเป้าหมายเดียวกันหมดแต่มีลักษณะโฆษณาที่แตกต่างกันออกไปเพื่อรอดูผลลัพธ์ว่าโฆษณาหน้าตาแบบไหนที่ได้ผลดีที่สุด ทำให้เกิดความสนใจได้มากและใช้งบโฆษณาน้อยแต่ให้ผลลัพธ์ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าเราใส่ใจและลองสร้างโฆษณาแต่ละแบบแยกออกจากกัน จะทำให้เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนและเลือกแบบที่ได้ผลดีที่สุดมาใช้

การตั้ง Daily Budget

แน่นอนว่างบประมาณรายวันนั้นแต่ละคนก็สามารถตั้งงบของตัวเองได้ด้วยจำนวนเงินที่แตกต่างกันตามกำลังของแต่ละคนหรือตามระดับของกิจการ หลายคนเลือกที่จะให้ Facebook เข้ามาจัดการงบประมาณตรงนี้ให้กับเราโดยเว้นว่างเอาไว้ แท้จริงแล้วการวางต้นทุนในการโฆษณารายวันนั้นถือว่าสำคัญมาก เราไม่ควรละเลยช่องว่างตรงนี้ อย่างน้อยก็ควรใส่ไปเลยว่า 100 บาท หรือเท่าที่เรามีกำลังจ่าย หากได้ผลดีหรือไม่ได้ผลก็ให้รู้กันไปเลย หากไม่ได้ผลเราก็สามารถกลับมาแก้ปัญหาลักษณะโฆษณาและกลุ่มเป้าหมายของเราได้ทันเวลา แต่หากได้ผลดีแล้วเราก็สามารถกลับมาเพิ่มงบประมาณหรือกำลังจ่ายในแต่ละวันได้เพิ่มขึ้น

ลองใช้ Facebook Pixel

Facebook Pixel เป็นสิ่งที่ทุกคนมองข้าม เพราะในการแข่งขันกันทำธุรกิจ ต้องเจอกับคู่แข่งมหาโหดที่สามารถล้มเราได้เสมอ Facebook Pixel เป็นผลิตภัณฑ์ที่ Facebook มอบให้เราเพื่อนำมาใช้ในการเก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมายในการลงโฆษณา เป็นการติดตามพฤติกรรมผู้ใช้งาน โอกาสในการซื้อสินค้า ช่วยเก็บข้อมูลลูกค้ารายคนมาวิเคราะห์ให้กับเราเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเราจริงๆ ช่วยให้ได้เจอกับลูกค้าที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าของเรามากที่สุดและขายสินค้าไปยังลูกค้าเหล่านั้นได้จริง ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องศึกษา Facebook Pixel เพื่อมาช่วยให้แบรนด์ของเราพบเจอกับลูกค้าได้มากขึ้น และเพิ่มโอกาสทำยอดขายแบบก้าวกระโดดอย่างไม่น่าเชื่อ

ต้องรู้จัก Facebook Remarketing

เจ้าของร้านค้าออนไลน์หลายคนคงทราบดีว่าลูกค้าหลายคนที่เข้ามาร้านของเรานั้นไม่ได้ซื้อสินค้าโดยทันที หลายคนกลับไปตัดสินใจก่อนที่จะซื้อสินค้าใดๆ หลายๆคนก็อาจจะเลือกแล้วเลือกอีกแต่ก็ยังไม่ได้ซื้ออาจเป็นเพราะพวกเขาไม่พร้อมที่จะซื้อในตอนนั้น อาจเป็นเพราะกำลังเงินหรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ แต่หลายๆคนที่กลับไปคิดก็อาจจะอยากซื้อขึ้นมาในภายหลัง แต่ก็ไม่สามารถหาร้านของเราเจอได้อีก ดังนั้น Facebook Remarketing จะเข้ามาช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ โดย Facebook ได้สร้าง Facebook Remarketing เข้ามาช่วยเก็บรายละเอียดของผู้ใช้งานแต่ละคนที่ตอบสนองต่อโฆษณาของเรา มีผู้ใช้งานคนใดบ้างที่มีโอกาสสนใจสินค้าของเราจริงๆ โดยใช้เกณฑ์ของ Facebook ในการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้รายนั้น หากมีแนวโน้มที่จะสนใจโฆษณาของเราก็จะใช้วิธีการนำมาแสดงผลให้กับผู้ใช้รายนั้นเห็นได้อีกซ้ำๆ จากการเก็บสถิตินั้นโอกาสที่ผู้ใช้งานเห็นสินค้าของเราและมีแนวโน้มสนใจแต่ไม่ได้ซื้อในทันที เมื่อผู้ใช้งานคนดังกล่าวกลับมาเห็นสินค้าอีกครั้ง ก็มีโอกาสสูงมากที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าของเรา ในความเป็นจริงก็เป็นไปได้เช่นกัน เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเราเอง อยู่ๆเห็นโฆษณาสินค้าขึ้นมาเมื่อเรานั่งอ่านสเตตัส Facebook อยู่ คงมีคนส่วนน้อยที่สนใจและให้ความสำคัญกับโฆษณาสินค้าที่เราเห็นเพียงครั้งแรก แต่หากเรามาคิดแล้วคิดอีกและหาเหตุผลที่จะซื้อเอาไว้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเห็นโฆษณาตัวนั้นอีก เราก็พร้อมที่จะซื้ออย่างแน่นอน ดังนั้นการใช้ Facebook Remarketing มีประโยชน์มากในการวัดแนวโน้มของลูกค้าที่สนใจสินค้าของเราจริงๆ และนำเสนอสินค้าจนเราสามารถขายสินค้าได้

สำหรับเจ้าของร้านของออนไลน์ที่ใหม่สำหรับการลงโฆษณา Facebook นั้น ถ้าได้ลองทำโฆษณาตามขั้นตอนข้างต้น รับรองว่าไม่กี่วันคุณจะเปลี่ยนจากมือใหม่เป็นมือโปรได้เลย เพราะขั้นตอนดังกล่าวค่อนข้างละเอียดมากสำหรับคนที่สนใจอยากทำแบรนด์หรือสร้างยอดขาย มีเนื้อหาที่ค่อนข้างครบถ้วน พร้อมทั้งยังแนะนำเครื่องมือที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ใช้งานอีกด้วย ทั้ง Facebook Pixel ที่เป็นผลิตภัณฑ์เก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมายของเรา สามารถนำไปกรองคนที่จะเห็นโฆษณาของเราได้ พร้อมทั้งตัว Facebook Remarketing ที่จะเพิ่มโอกาสการขายสินค้าไปยังคนที่สนใจสินค้าของเราอยู่แล้ว ซึ่ง Facebook มีกลไกในการวัดความสนใจระหว่างผู้ใช้งานกับโฆษณาของเรา ช่วยให้เรามีโอกาสในการขายสินค้าได้ไม่แพ้การลงโฆษณาในลักษณะการแสดงผลลัพธ์การค้นหาเลย

Share this post with your friends

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *