เทคนิคลงโฆษณา Facebook สำหรับสินค้าเสริมความงาม

เทคนิคลงโฆษณา FACEBOOK สำหรับสินค้าเสริมความงาม
Share on facebook
Share on twitter
Share on pinterest

สินค้าเสริมความงามเป็นสินค้าค้าอันดับต้นๆที่นำมาวางจำหน่ายบนอินเทอร์เน็ต ดังนั้นผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าประเภทนี้ต้องประสบกับการแข่งขันที่รุนแรง มีคู่แข่งหลายเจ้า แต่ละเจ้าต่างก็งัดเอาไม้ตายออกมาสู้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของตนเองนั้นสามารถจำหน่ายออกไปได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในการลงโฆษณาก็ต้องแน่ใจว่าโฆษณาของเรานั้นน่าสนใจ ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคหรือคนที่ใช้โซเชี่ยวมีเดีย มิฉะนั้นเราอาจทิ้งเงินฟรีไปกับการลงโฆษณาก็ได้เช่นกัน ดังนั้นคนที่ต้องการขายสินค้าด้านความงามนั้น ไม่เพียงแต่มีความรู้ในการผลิตสินค้าเท่านั้น เพราะความรู้ในการผลิตสินค้า ต่อให้คุณภาพดีแค่ไหนก็ไม่เพียงพอเท่ากับการมีความรู้ด้านการตลาด การสร้างจุดสนใจเพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามาสนใจในตัวสินค้ามากขึ้น ดังนั้นการจะขายสินค้าด้านความงามที่มีคู่แข่งมากมาย แต่ละเจ้าอาจผลิตสินค้าที่คล้ายคลึงกับเรามากๆ มีคุณสมบัติเหมือนกันเลยก็ว่าได้ เราจะต้องมองหาความรู้ด้านการตลาดมาใช้ เพื่อให้สามารถเอาชนะคู่แข่งได้

สิ่งที่เราจะต้องรู้ก่อนที่จะลงโฆษณา

1.คู่แข่งของการทำตลาดสินค้าด้านความงาม

คู่แข่งมีความสำคัญที่จะทำให้เราต้องมีการปรับปรุงสินค้าของเราให้ดีสู้กับอีกฝ่ายได้อยู่เสมอ เนื่องจากสินค้าด้านความงามเป็นสินค้าที่มีผู้บริโภคให้ความสนใจอย่างยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงไม่แปลกที่จะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้องการทำตลาดและหารายได้จากสินค้าประเภทนี้ ดังนั้นเราจะต้องรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ให้ได้ สินค้าของเราต้องไม่มีอะไรที่ด้อยกว่าคู่แข่ง เพราะหากสินค้าของเรามีส่วนหนึ่งส่วนใดที่ด้อยไปกว่าคู่แข่ง เมื่อนั้นคู่แข่งสามารถเอาข้อด้อยของเราไปเป็นจุดเด่นและเป็นจุดขายทำตลาดแทนสินค้าของเราได้ทันที ซึ่งจุดด้อยเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก หากสินค้าของเรามีคุณภาพไม่ต่างกับคู่แข่งมากนัก แต่เมื่อคู่แข่งมองเห็นจุดด้อยบางอย่างก็เอามาโฆษณาให้คนเข้ามาซื้อสินค้าของพวกเขาแทน โดยที่ทำให้คนมองว่าสินค้าของเรามีคุณภาพด้อยกว่าได้อีกด้วย ทั้งที่คุณภาพไม่ได้แตกต่างกันมากเท่าไหร่นัก ต่อให้เรามีราคาที่ถูกกว่า ก็ไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้อีกแล้ว เพราะผู้บริโภคฝังใจในการโฆษณาจุดด้อยของสินค้าของเรา โดยคู่แข่งไม่ต้องเอ่ยชื่อแบรนด์ของเรา ผู้บริโภคก็เข้าใจแล้วว่าเป็นแบรนด์ไหน

2.การขึ้นราคาโฆษณา

สิ่งที่เราไม่ค่อยสังเกตุหรือไม่ค่อยจะรู้จักกันนั่นก็คือ Facebook นั้นแอบขึ้นราคาค่าโฆษณาอยู่เรื่อยๆ เพื่อไม่ให้กระทบกับอัตราผู้ลงโฆษณา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ราคาค่าลงโฆษณานั้นจะค่อยๆขึ้นทีละนิดๆ โดยจะไม่ขึ้นราคาแบบรวดเร็วหวือหวามาทีเดียว และราคาจะไม่สูงจนลูกค้าหรือผู้ลงโฆษณาสังเกตุได้ ดังนั้นเราจึงไม่รู้สึกว่าการขึ้นโฆษณาของ Facebook กระทบกันเท่าไหร่มากนัก เพราะหลายคนก็ขายของและจำหน่ายสินค้าโดยไม่ได้มีการบันทึกตารางหรือรายการต่างๆเอาไว้ ให้ชัดเจน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เรามีการบันทึกทุกอย่างไว้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกต้นทุน การบันทึกผลกำไร และนำมาหักลบกับการลงโฆษณาไว้อย่างดี และมีการคำนวณค่าใช้จ่ายต่อการคลิกโฆษณาไว้อย่างละเอียด เมื่อเวลาผ่านไปสักครึ่งปี หรือสักปี เราจะสังเกตุได้อย่างชัดเจนว่าราคาโฆษณานั้นสูงขึ้นเยอะมาก ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องมีการวางแผนรับมือกับราคาโฆษณาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยวิธีการวางกลยุทธ์ให้ลูกค้าของเรากดถูกใจแฟนเพจให้ได้มากที่สุดและติดตามแฟนเพจของเราเอาไว้ เป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยลดต้นทุนการลงโฆษณาได้เยอะมากๆ ดังนั้นตลาดนี้ สินค้าของใครบูมติดตลาดก่อน เมื่อนั้นเราจะเป็นเจ้าตลาดได้เลย

ใช้สือวิดีโอกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในสินค้าหรือผลิตภัณฑ์

เมื่อโฆษณามีการแข่งขันกันมากขึ้น สินค้าของเรามีลักษณะใกล้เคียงกับสินค้าของคูแข่งหลายราย สิ่งที่เราอาจนำมาใช้ในการแข่งขันเพื่อหาลูกค้าอาจไม่ใช่การบิตราคาโฆษณาให้สูงขึ้นอีกต่อไป เราอาจใช้วิธีการกระตุ้นให้ผู้ใช้เกิดการมีส่วนร่วมในสินค้าของเรามากขึ้นแทนการบิตราคาที่สูง นอกจากจะได้ผลดีแล้วยังช่วยประหยัดค่าโฆษณาอีกด้วย อาทิเช่น การใช้วิดีโอแทนสื่อประเภทข้อความและรูปภาพแบบเดิมๆ เนื่องจากวิดีโอนั้นมีผลทางจิตวิทยา กระตุ้นให้ผู้บริโภคและผู้ใช้โซเชียวมีเดียเกิดความสงสัยและสนใจอยากรู้ว่าวิดีโอนั้นต้องการนำเสนออะไรจึงเปิดเข้าไปดู เมื่อดูเสร็จแล้วผู้ใช้จะมีโอกาสมีส่วนร่วมในการวิพากษ์วิจารณ์ บางคนมักจะกดถูกใจและกดแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก

การมองหากลุ่มเป้าหมายในการลงโฆษณา

สำหรับคนที่เริ่มต้นนำแบรนด์มาลงโฆษณากับ Facebook สิ่งที่ต้องวางแผนคือกลุ่มเป้าหมายของเราเป็นใคร แต่เราไม่ควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนแบบทันทีทันใดได้เลย เพราะหากเราจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงด้วยการจำกัดกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่การลงโฆษณาตัวแรก เราจะไม่มีทางรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่พร้อมจะซื้อสินค้าของเราเป็นใคร โดยเฉพาะสินค้าประเภทความงามและเครื่องสำอางเป็นสินค้าที่มีกลุ่มเป้าหมายกว้างมากๆ แม้แต่คนที่อายุเยอะๆก็ใช้สินค้าประเภทนี้ บางทีเราเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ชายจำนวนมากแอบใช้สินค้าความงามของผู้หญิงเพื่อให้ตัวเองดูดีเช่นกัน ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการลงโฆษณาครั้งแรกคือพยายามกระจายไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กว้างที่สุด พยายามอย่าไปจำกัดการเข้าถึงใดๆในครั้งแรกๆ และพยายามเก็บข้อมูลเรื่อยๆว่ากลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสินค้าของเราเป็นใครกันแน่ หากเราต้องการจำกัดกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์คุ้มค่ากับจำนวนเงินนั้น เราสามารถทำได้หลังจากที่มีการทำการเก็บสถิติว่าลูกค้าของเราเป็นใครมาจากไหนเป็นส่วนใหญ่ เมื่อได้ข้อมูลดังกล่าวแล้วเราก็สามารถจำกัดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนได้

การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่มีการศึกษา

หากสินค้าของเรานั้นมีราคาที่สูงมากๆ แต่ไม่ทราบกลุ่มเป้าหมายที่แน่ชัดว่าใครควรจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสินค้าของเราจริงๆ ซึ่งการเลือกกลุ่มเป้าหมายวิธีการแรกที่เป็นไปได้มากที่สุดที่จะมีกำลังซื้อสินค้าของเรานั่นก็คือกลุ่มคนที่มีการศึกษา เราสามารถเลือกการศึกษาได้ว่าอยากลงโฆษณาโดยแสดงให้กับคนการศึกษาระดับใดเห็นก่อน เนื่องจาก Facebook มีความชัดเจนในเรื่องของการเลือกกลุ่มเป้าหมาย และมีการเก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมายไว้ละเอียดมาก ดังนั้นโฆษณาที่เราได้กำหนดไว้ย่อมไปแสดงแก่กลุ่มเป้าหมายของเราอย่างถูกต้อง

ไม่จำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายเรื่องอายุเสมอไป

เราต้องยอมรับว่าอายุไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายสำคัญในสินค้าประเภทความงามอีกแล้ว เพราะคนทุกวัยต่างก็ให้ความสนใจในสินค้าประเภทนี้มากๆ แทบจะแยกไม่ออกว่าควรเลือกอายุเท่าไหร่ดี ยิ่งสินค้าของเราไม่เคยยิงโฆษณาออกไปเลยสักครั้ง เรายิ่งไม่ควรไปกำหนดอายุตั้งแต่แรก เพราะเราไม่สามารถทราบได้ว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของเราควรเป็นใคร นอกจากนี้ Facebook ยังมีระบบ Auto Optimization ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อนำมาใช้ในการหากลุ่มเป้าหมายแท้จริงให้กับเราแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายเองเสมอไป เพราะระบบนี้ของ Facebook จะช่วยตรวจสอบความสนใจจากคนกลุ่มต่างๆใน Facebook ว่าคนกลุ่มใดบ้างที่มีสิทธิ์ให้ความสนใจกับโฆษณาของเรามากที่สุด และ Facebook ก็พยายามแสดงโฆษณาไปยังคนกลุ่มนั้นให้กับเรา ช่วยให้เราได้กลุ่มเป้าหมายจากผู้สนใจสินค้าจริงๆ และเราก็มีค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณาที่ถูกลงอีกด้วย ถือว่ามีแต่ได้กับได้สุดๆ มันไม่ได้เหมือนกับยุคแรกๆที่การลงโฆษณา Facebook ค่อนข้างหากลุ่มเป้าหมายจริงได้ยาก ปัจจุบันแม้ราคาโฆษณาจะแพงขึ้น แต่ Facebook ก็สร้างกลไกทุกอย่างเพื่อให้เราสามารถพบกับผู้ซื้อที่แท้จริงได้มากที่สุด

เลือกคนโสดเป็นกลุ่มเป้าหมาย

มีคนจำนวนเยอะมากที่เราพบเห็นและสามารถคาดเดาได้ว่าใครบ้างโสดหรือไม่โสด แต่ก็มีหลายคนที่ไม่สามารถเดาได้ว่าคนใดมีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว และคนใดที่ยังโสดอยู่ จริงๆแล้วความลับตรงนี้มีอยู่นิดเดียวคือให้สังเกตุการดูแลตัวเอง การใช้เครื่องสำอาง คนที่ยังโสดอยู่ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็มักมีการดูแลตัวเองเยอะมากๆ มีการใช้เครื่องสำอางมากกว่าคนปกติทั่วไป หน้าผมมาเต็มไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง นั่นก็เป็นเพราะว่าคนที่กำลังโสดอยู่มีความกระตือรือร้นมากๆที่จะหาแฟนหรือหาคู่ครอง นั่นทำให้เราสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายใน Facebook ของเราในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและความงามไปยังคนโสดเป็นหลักเพื่อทำยอดขายให้ได้มากที่สุด

เทคนิคการเขียนคำอธิบายในโฆษณาของเรา

การที่เราจะเปลี่ยนใจคนที่ไม่เคยรู้จักแฟนเพจของเรา หรือคนที่ไม่เคยรู้จักตัวสินค้าของเรามาสนใจเราให้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นการที่เราเน้นเขียนคำโฆษณายาวๆเพื่อนำเสนอให้กับผู้บริโภคหรือผู้ใช้ที่เลื่อนมาเจอจะไม่เป็นผลดีแน่นอน คงไม่มีใครยอมเสียเวลาอ่านรายละเอียดของสินค้าที่พวกเขาไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยได้ใช้ แถมยังทำให้เกิดทัศนคติลบอีกด้วย ดังนั้นในทางที่ดีให้เราเลือกใช้สำนวนหรือประโยคสั้นๆในการนำเสนอสินค้าให้ครบครัน ยิ่งถ้าสามารถนำเสนอคุณสมบัติของสินค้าของเราไว้ได้ในสำนวนเพียงไม่กี่คำก็จะทำให้ผู้ที่เลือนมาเห็นเข้าใจโดยทันทีและตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าจะซื้อสินค้าของเราหรือไม่ ซึ่งการตัดสินใจที่จะซื้อหรือไม่ซื้อนั้นมีผลเร็วมากและการที่เราปล่อยให้ผู้บริโภคหรือคนที่อ่านรายละเอียดของสินค้าเป็นเวลานานเกินไป เราจะไม่สามารถโน้มน้าวใจให้เขาซื้อสินค้าของเราได้เลย  แต่หากผู้บริโภคเข้าใจสินค้าของเรา หากเขารู้สึกว่าจำเป็นเขาจะตัดสินใจซื้อทันที หากไม่มีสิ่งเร้าอื่นมารบกวนความรู้สึกของเขาในตอนนั้น เราก็สามารถขายสินค้าของเราได้อย่างรวดเร็ว

เทคนิคการออกแบบรูปโฆษณา

หลายคนคงทราบดีว่าการทำโฆษณาด้วยวิดีโอนั้นมีต้นทุนที่สูงกว่าการใช้รูปในการลงโฆษณา ดังนั้นจึงตัดสินใจใช้รูปดังเดิมแม้จะได้รับความสนใจจากผู้ใช้งานโซเชี่ยวมีเดียน้อยกว่าการใช้วิดีโอ แต่เราก็สามารถทำให้สินค้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามของเราได้รับความสนใจขึ้นมาได้ เพียงทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกได้ว่าสินค้าของเรามีคนใช้จริง ด้วยการเน้นใส่รูปคนจริงๆเข้าไปเยอะๆสำหรับโฆษณาประเภทรูปภาพ จะเป็นการมุ่งเน้นให้คนเห็นผลลัพธ์ของการใช้ พยายามเลือกรูปที่ทำให้รู้สึกได้ว่าผู้ใช้สินค้าของเรามีการเปลี่ยนแปลง อาทิเช่นครีมบำรุง ก็ต้องเลือกคนที่มีสภาพผิวที่ดี หรือเน้นให้มีการใช้สินค้าจริงในรูป เพียงเท่านี้โฆษณาแบบรูปภาพของเราก็จะสู้แบบวิดีโอได้ไม่ยากเลย

Share this post with your friends

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *