กลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพให้กับโฆษณา Google Adwords

กลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพ โฆษณา GOOGLE ADWORDS
Share on facebook
Share on twitter
Share on pinterest

การโฆษณา Google Adwords นั้นเป็นการหากลุ่มเป้าหมายที่เจาะจงไปยังลูกค้าที่สนใจสินค้าของเราจริงๆ โดยการทำโฆษณากับ Google จะใช้วิธีการเจาะจงคีย์เวิร์ด ทำให้เราได้กลุ่มลูกค้าที่ค้นหาสินค้าที่เราต้องการขายจริงๆ ทำให้เรามีโอกาสสูงมากที่จะขายสินค้าหรือบริการของเราได้ โดยแตกต่างจาก Facebook ตรงนี้ใช้วิธีการมองหากลุ่มเป้าหมายให้กับเราโดยโฟกัสที่ข้อมูลส่วนบุคคล อาทิเช่น อายุ การศึกษา ที่อยู่และอาชีพ แต่คนเหล่านั้นที่ Facebook หามาให้เรานั้นอาจจะยังไม่ได้ให้ความสนใจอะไรกับสินค้าของเรา เราจึงต้องหากลยุทธ์เอาเองว่าจะจูงใจให้ซื้ออย่างไร ต่างกับ Google Adwords ที่เราจะต้องทำให้ลูกค้าเชื่อใจและมั่นใจในสินค้าบริการของเรา เขาก็พร้อมที่จะสั่งซื้อสินค้าบริการของเราไม่ยาก สำหรับบทความนี้เราจะแนะนำการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโฆษณาของเรา ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการกำหนดคีย์เวิร์ด, เทคนิคการใช้ Keyword Group, รู้จักกับ Dynamic Keyword ให้มากขึ้น และการนำสินค้าแต่ละตัวมาทำโฆษณาเพื่อหาโอกาสให้มียอดสั่งซื้อมากที่สุด

เทคนิคการใช้คีย์เวิร์ดเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริงๆ

เทคนิคแรกที่คงลงโฆษณา Adwords จะต้องรู้เพื่อสร้างความได้เปรียบสูงสุดคือ คุณต้องรู้ว่าคีย์เวิร์ดลักษณะไหนที่จะทำให้คุณได้กลุ่มเป้าหมายที่พร้อมจะเข้ามาซื้อสินค้าจริงๆ คีย์เวิร์ดแบบไหนที่ทำให้เราได้กลุ่มผู้ใช้แบบรวมๆ ไม่ได้เจาะจงให้ขายสินค้า ซึ่งข้อนี้สำคัญมากและนักทำโฆษณามักมองข้ามไปบ่อย  ความตั้งใจของผู้ใช้งานที่เข้ามาค้นหาข้อมูลนั้น การค้นหาด้วยการระบุคำต่างๆลงไปย่อมมีผลมาจากความรู้สึกของพวกเขามากๆ เช่นการพิมพ์ว่า ดัมเบลเหล็กราคาถูก เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับคนที่พิมพ์คำว่า ดัมเบล แน่นอนว่าคนที่พิมพ์คำว่าดัมเบลเหล็กราคาถูก ย่อมเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการจะซื้อสินค้าแล้วจึงได้เช็คตรวจสอบราคาเพื่อเปรียบเทียบ ในขณะที่คนค้นหาคำว่า ดัมเบล ย่อมเป็นกลุ่มคนที่มองหาหรืออยากรู้จักกับอุปกรณ์ออกกำลังกายมากขึ้น ไม่ได้สนใจที่จะสั่งซื้อ เพราะคนที่สนใจจะสั่งซื้อจริงๆ มักไม่ได้ใช้คำกว้างๆแบบนี้ พวกเขามีแนวโน้มที่จะระบุข้อมูลลงไปในคำค้นหาเพิ่มเติมเพื่อเก็บข้อมูลตัวสินค้า ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นผู้ลงโฆษณา เราจะต้องเข้าใจกลไกดีให้ดี จะต้องมีการระบุคีย์เวิร์ดโดยใช้รายละเอียดเพิ่มเติมของตัวสินค้าเข้าไปด้วย เพราะผู้ซื้อที่ต้องการสินค้า ย่อมค้นหาโดยใช้รายละเอียดอื่นๆแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นราคา ขนาด สี หรือเพิ่มคีย์เวิร์ดของกลุ่มเป้าหมายไปตรงๆเลย อาทิเช่น เสื้อผ้าคนอ้วน กางเกงผู้ชายอ้วน รับรองว่าจะได้กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเข้ามาซื้อสินค้าของเราจริงๆอย่างแน่นอน

เทคนิคการใช้ Keyword Group ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น

รู้หรือไม่ว่าแต่ละ Keyword Group นั้นย่อมมีเป้าหมายหรือ Search Intent จากผู้ใช้ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นคุณเองไม่ควรเลือกใช้วิธีการแสดงโฆษณาแบบตัวเดียวกันหมด จึงต้องมีการคิดรูปแบบโฆษณาที่สามารถทำให้ผู้ใช้ตอบสนองได้ดีที่สุดตามกลุ่มเป้าหมายของ Keyword Group นั้นๆ เช่น เว็บไซต์ของเราเกี่ยวกับการขายพัดลม ถ้าเน้นกลุ่มเป้าหมายกว้างๆเช่น เมื่อมีคนค้นหาคำว่าพัดลมไอน้ำ เราก็สามารถนำเสนอโฆษณาประมาณว่า พัดลมไอน้ำลดราคาพิเศษ แต่หากมีคนที่ค้นหาคำว่า ซื้อพัดลมไอน้ำ นั่นหมายความว่าคนที่ค้นหาคำนี้มานั้นต้องการที่จะซื้อจริงๆ มีเงินในมือพร้อมจะจ่ายออกไปมากๆ เราจึงต้องทำให้โฆษณาของเราสะดุดตาสำหรับ Keyword Group นี้ไปเลย เช่น ใช้ประโยคในการโฆษณาว่า ซื้อพัดลงไอน้ำ (เหลือ 3 ชิ้นสุดท้าย) เพียงเท่านี้เราก็สามารถสื่อสารกับผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็วว่าเราพร้อมขายสินค้าของเรามากๆ โดยเป็นการกระตุ้นให้เกิดความสนใจและการสื่อสารที่ตรงประเด็นกว่าการใช้โฆษณาเพียงตัวเดียวที่เขียนแบบกว้างๆ ดังนั้นในเมื่อเราสามารถควบคุมได้ว่า Keyword Group แต่ละตัวจะให้แสดงโฆษณาอย่างไร เราก็ไม่ควรพลาดโอกาสในการปรับปรุงประสิทธิภาพตรงนี้ให้ดีที่สุดเอาไว้ก่อน

เทคนิคใช้ Dynamic Keyword Insertion ในการโฆษณา

Dynamic Keyword Insertion ถือเป็นเครื่องมือคุณภาพที่ช่วยปรับหน้าตาของโฆษณาให้เราอย่างอัตโนมัติ โดยเราไม่ต้องตามปรับโฆษณาของเราทุกคีย์เวิร์ด ลูกค้าค้นหาข้อมูลที่แตกต่างกัน โฆษณาของเราก็สามารถปรับการแสดงผลได้ตามที่ผู้ใช้ค้นหา อาทิเช่น “{Keyword} ราคาถูกเมื่อผู้ใช้ใส่คำใดๆเข้ามาในช่องค้นหา เช่นค้นหาคำว่า บ้านโมเดิร์น ก็จะแสดงโฆษณาว่า บ้านโมเดิร์น ราคาถูกหากผู้ใช้ของเราค้นหาคำว่า บ้านคลาสสิก ก็จะเห็นโฆษณาของเราขึ้นว่า บ้านคลาสสิก ราคาถูกช่วยให้โฆษณาของเราดูดึงดูดและน่าสนใจอย่างยิ่ง เหมาะสำหรับคนที่อยากทำโฆษณาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายที่เราคาดไม่ถึง รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายที่มีจำนวนมาก อาจทำให้เราออกแบบโฆษณาลักษณะเดียวกันหลายครั้ง Dynamic Keyword Insertion จึงเป็นประโยชน์อย่างมากในการลดหย่อนเวลาตรงนี้ และช่วยให้เข้าถึงเป้าหมายที่เราไม่ได้คาดหวังไว้ได้อีกด้วย

เทคนิคใส่รีวิวลงในโฆษณาไปเลย

การใส่รีวิวนั้นไม่จำเป็นจะต้องมาแสดงในหน้า Landing Page ทีเดียวหรือรอให้ผู้ใช้ไปค้นหาในโซเชียวมีเดียเสมอไป เพราะเราสามารถใส่ลงไปในโฆษณาได้เลย ลองใส่รายละเอียดกิจกรรมต่างๆเกี่ยวกับผู้ใช้ลงในหัวข้อของโฆษณา อาทิเช่น ขายรองเท้าผ้าใบ วันนี้ขายออกแล้ว 321 คู่หรือ เครื่องกรองน้ำ 4 ขั้นตอน 127 รีวิวแล้วเพียงเท่านี้ก็จะทำให้ผู้ใช้งานที่ค้นเจอข้อมูลทราบว่าสินค้าของเรามีการขายไปยังผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลาและพร้อมที่จะขายอยู่เสมอ สร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นให้ผู้ใช้ตัดสินใจในการซื้อสินค้าบริการจากร้านของเรารวดเร็วขึ้น จะเห็นได้ว่าการเขียนรีวิวหรือกิจกรรมบางอย่างที่เน้นความเป็นปัจจุบันในโฆษณา จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกได้ว่าอยากจะมีส่วนร่วมกับร้านของเรามากขึ้น ทำให้สั่งซื้อสินค้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เราเก็บเงินและปิดยอดขายได้เร็วขึ้น

เทคนิคกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อด้วยเวลาที่จำกัด

เทคนิคเดิมๆที่จะช่วยให้เราเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการของเราได้ง่ายนั่นก็คือการลดราคาในระยะเวลาที่จำกัด อาจตั้งไว้ว่าจะลดราคาอีกกี่ชั่วโมง เพื่อให้ลูกค้ารีบสั่งซื้อภายในระยะเวลาดังกล่าวจึงจะสามารถได้สินค้าที่ถูกกว่าการซื้อนอกเหนือจากเวลาที่ได้ระบุเอาไว้ อาทิเช่น รองเท้าแบรนด์ ABC ลด 50% เหลือเวลาอีก 3 ชม. 2 นาทีเพียงเท่านี้ก็จะเป็นการกระตุ้นให้ผู้ใช้งานตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าของเราในระยะเวลาดังกกล่าวที่เร็วขึ้น หรือสินค้าบางอย่างที่อาจต้องใช้ระยะเวลานานในการตัดสินใจ ก็พยายามยืดเวลาได้ผู้ใช้ได้คิดและตัดสินใจสัก 2 – 3 วัน เช่นตั้งว่า ลดราคา 40% เหลือเวลาอีก 4 วัน 3 ชม.” เป็นต้น เพียงเท่านี้รับรองได้เลยว่าใครก็ตามที่มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าของเราอยู่แล้วจะรีบกดสั่งซื้อแล้วชำระเงินให้เราอย่างเร็วที่สุด ทำให้เราได้ขายสินค้าอย่างรวดเร็ว และวิธีการนี้ยังมีผลต่อการตัดสินใจทางจิตวิทยาอีกด้วย เพราะการขายสินค้าเราจะต้องทำให้ลูกค้าซื้อทันทีที่เห็นสินค้าของเราภายในไม่กี่วินาที ยิ่งเราจำกัดระยะเวลาเช่นนี้ รับรองได้ว่าลูกค้าจะซื้อแบบรวดเร็ว เพราะอยากได้ความคุ้มค่าของการสั่งซื้อในระยะเวลาที่จำกัด

เทคนิคการเพิ่มโอกาสด้วยการทำโฆษณาให้กับสินค้าทุกตัว

เทคนิคนี้เหมาะสำหรับร้านเล็กๆอย่างมาก เพราะยิ่งเรามีสินค้าจำนวนไม่มาก เราก็สามารถหยิบยกสินค้าเหล่านั้นมาทำโฆษณาตัวใหม่ ซึ่งยิ่งเราทำโฆษณาให้กับสินค้าของเราทุกตัว ใช้คีย์เวิร์ดที่แตกต่างกันไป ก็จะยิ่งมีโอกาสที่ผู้ใช้งานหรือกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะเข้าถึงสินค้าของเรามากขึ้น แต่หากเรามีสินค้าจำนวนมากที่วางขายในเว็บไซต์ ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมาก เพียงให้เราใช้ Dynamic Keyword Insertion มาแทนการกำหนดลักษณะโฆษณาทีละตัว เพียงเท่านี้ก็จะเป็นการสร้างโฆษณาสำหรับคีย์เวิร์ดทุกตัวแบบอัตโนมัติแล้ว แม้เราจะเพิ่มคีย์เวิร์ดตัวอื่นๆเข้าไปในภายหลังก็ไม่ต้องสร้างโฆษณาเพิ่มเพราะมันสามารถปรับตัวตามคีย์เวิร์ดการค้นหาด้วยตัวมันเอง

เทคนิคลดราคาสินค้าบางตัวเพื่อนำมาทำโฆษณา

เรายังสามารถลดราคาสินค้าบางชิ้นที่คิดว่าไม่เป็นปัญหากระทบต่อร้านของเราเพื่อนำมาโปรโมททำโฆษณาได้เช่นกัน เช่น สินค้าชิ้นละ 500 บาท เราลดราคาลงมาเหลือ 250 บาท เพื่อจูงใจให้คนกดโฆษณาเข้ามาสั่งซื้อมากขึ้น วิธีการนี้ได้ผลดีมากๆ เนื่องจากลูกค้าที่เข้ามาสั่งซื้อนั้น ไม่เพียงสั่งซื้อสินค้าตัวนั้นที่กำลังลดราคาเท่านั้น แต่กลับเลือกสินค้าอื่นๆแถมไปด้วย ทำให้เราได้กำไรมากๆจากการที่ลูกค้าสั่งสินค้าชิ้นอื่นควบคู่กัน แม้ลูกค้าบางคนจะซื้อสินค้าที่เราตั้งลดราคาเพียงชิ้นนั้นชิ้นเดียว แต่ทราบหรือไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาต้องการสินค้าแบบที่ร้านเราขาย พวกเขาจะกลับมาซื้อสินค้าชิ้นอื่นๆจากร้านเราแน่นอน ถือว่าเป็นการทำตลาดที่ช่วยกระตุ้นให้ร้านของเราเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้ร้านของเราอีกด้วย เพราะลูกค้าคนใดที่เคยสั่งซื้อสินค้าของเราแล้วในครั้งแรก มักมั่นใจว่าเราจะส่งสินค้าให้จริง จึงทำการสั่งซื้อสินค้าซ้ำๆ ในร้านของเราอย่างแน่นอน บางคนกลับมาซื้อสินค้าในร้านของเราทุกเดือน แถมยังบอกเพื่อนๆให้มาซื้อสินค้าร้านเดียวกันอีกด้วย นอกจากนี้การลดราคาลักษณะนี้ไม่ได้มีผลดีแต่เพียงการนำมาใช้ในโฆษณาเท่านั้น ต่อมีผลต่อการตลาดในลักษณะปากต่อปากหรือ Viral Marketing อีกด้วย ลองนึกภาพดูว่าถ้ามีคนถามลูกค้าของคุณว่าซื้อสินค้าตัวนี้จากไหน ลูกค้าของคุณก็จะบอกและยังบอกด้วยว่าได้ราคาของสิ่งๆนั้นที่ถูกมากๆ ทำให้ลูกค้าเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว มีคนสนใจมาสั่งซื้อสินค้ากับร้านของคุณจำนวนมากอย่างแน่นอน

แม้ว่าเราจะรู้กันดีว่าการทำโฆษณากับ Google Adwords นั้นจะหาลูกค้าได้ยากกว่า Facebook เมื่อเทียบกับมือใหม่ที่เข้ามาทำตลาดนี้ แต่ในความเป็นจริง หากเราวางแผนและกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ เราอาจได้เจอกับลูกค้าที่มีความต้องการจะซื้อสินค้าของเราจริงๆจาก Google Adwords แม้เราจะต้องจ่ายอัตราค่าโฆษณาต่อคลิกที่สูงกว่ามาก แต่ราคาที่จ่ายไปนั้นคือเราจะได้กลุ่มผู้สนใจในตัวสินค้าของเราจริงๆและพร้อมที่จะซื้อสินค้าของเรา ไม่ใช่กลุ่มคนที่มาจากการหาเป้าหมายโดยดูจากอายุ การศึกษาหรือข้อมูลส่วนบุคคลอื่นๆ จะเห็นได้ว่าการลงโฆษณา Adwords เราจะได้กลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการสินค้าของเราจริงๆ ไม่ใช่กลุ่มที่มาจากการสุ่มมาจากการวัดประเมินด้วยข้อมูลส่วนบุคคล เราจึงมีโอกาสสูงกว่าที่จะขายสินค้าออกไป แม้จะมีต้นทุนค่าโฆษณาที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับจำนวนการเข้าถึงของกลุ่มเป้าหมายกับ Facebook

Share this post with your friends

Share on facebook
Share on google
Share on twitter
Share on linkedin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *