สอน SEO ด้วย 7 ขั้นตอนง่ายๆ สำหรับมือใหม่

ถ้าเพื่อนๆหลายๆคนกำลังเรียน SEO แต่ว่าติดปัญหาเรื่อง Keyword ต่างๆที่ทำให้เรามึน งง ไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอะไร บทความนี้จะมาเล่าให้ฟังง่ายๆว่า SEO คืออะไรต้องทำขั้นตอนไหนบ้างในการทำ SEO น่ะครับ
เพื่อนๆเคยได้ยิน Keyword พวกนี้บ้างไหมครับ
  1. Crawlers
  2. Backlinks
  3. Anchor Text
  4. Nofollow / Do follow
  5. Whitehat / Blackhat

ในตลาด SEO จริงๆแล้วมี Keyword แปลกๆอีกเยอะน่ะครับ ที่ทำให้คนที่พึ่งเริ่มต้นใหม่ๆ มึนกันไปตามๆกัน และไม่รู้ว่าจะต้อง Focus อะไรก่อน

บทความนี้จะอธิบาย ภาษา เอเลี่ยน ให้เป็นภาษาคน ให้เราเข้าใจมากขึ้นน่ะครับ

Search Engine คืออะไร?

Search Engine ที่เราทุกคนรู้จักเป็นอย่างดีก็คงหน้ไม่พ้น Google พี่ใหญ่ในโลกออนไลน์ จนตอนนี้กลายเป็น Verb ไปแล้วที่เวลาใครๆจะค้นหาอะไรก็บอกว่า Google

แต่ Google ก็ไม่ได้เป็น Search Engine ตัวเดียวในโลกนี้น่ะครับเพราะยังมี Baidu / Yande / Bing / Naver ที่ในโลกนี้ประเทศอื่นๆก็ยังใช้อยู่แทน Google อีก

พวกนี้เนี่ยจะเรียกว่า Search Engine ทั้งหมดเลยนะครับ

จริงๆแล้วหน้าที่หลักของ Search Engine ก็คือเก็บข้อมูลเเละนำข้อมูลเหล่านั้นมา ประมวลผลและแสดงผลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราต้องการค้นหาอยู่นั่นเองครับ

โดยปัจจุบันนี้เนี่ยจากข้อมูลเดือน November 2018 รีพอร์ทโดย Netmarketshare นั้นคนค้นหาในโลกนี้ 73% ใช้ Google และ อีก 7.91% ใช้ Bing

เป็นเรื่องที่น่าตกใจมากว่าทำไม Google ถึงแย่งส่วนแบ่งได้มากถึง 73%  ที่มากกว่าอันดับสองอย่าง Bing อยู่ถึง 9เท่านิดๆ

เหตุผลนั้นก็เป็นเพราะว่า

  1. ขนาด Database ของ Google นั้นใหญ่กว่า Bing
  2. ผลลัพท์ของคำค้นหาที่ตอบโจทย์ผู้ค้นหา

ในประเทศไทยนั้นหลักๆก็คือ Google ให้ผลลัพท์เวลาค้นหาได้ดีกว่า Search Engine ตัวอื่นทำให้ Google เข้ามาครองใจผู้บริโถคอย่างเราๆนั่นเองครับ ปัจจุบันนี้ Google ได้เป็น Search Engine ที่ผู้คนทั้งโลกรู้จักและใช้งานอย่างแพร่หลาย ยกเว้นประเทศจีน ที่มี Search Engine ของตัวเองอย่าง Baidu และ แบน Google ออกจากประเทศอย่างถาวรนะครับ

ประเทศเกาหลี ที่ใช้ Naver ในการค้นหา และประเทศรัสเซีย ที่ใช้ Yandex ในการค้นหา

โดยที่ Youtube ก็เป็น Search Engine เหมือนกันนะครับ

Google ทำงานอย่างไร

อย่างที่รู้ๆกันนะครับ ว่า Search Engine ที่ใหญ่ที่สุดตอนนี้ก็คือ google ตอนนี้เราต้องรู้เพิ่มเติมแล้วว่า Google ทำงานอย่างไรบ้าง

จริงๆสรุปเป็น Version สั้นๆง่ายๆก็คือ

  1. หาเว็บไซด์ >> โหลดเก็บไว้ในฐานข้อมูล  >> นำมาแสดงผล

หาเว็บไซด์ หรือ Crawling

ลองจินตนาการนะครับว่า ถ้าเพื่อนๆตอนนี้เดินทางมาเที่ยวที่ ประเทศญี่ปุ่นครั้งแรก ในสมัยที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต ไม่มีแผนที่ การที่จะไปที่ใดสักที่คงจะต้องเดินหาตาม ตรอกซอกซอย ต่างๆเพื่อสร้างเป็นแผนที่ขึ้นมาเพื่อที่จะได้รู้ว่า มีอะไรตรงไหนบ้าง

หลังจากเดินไปสำรวจทั้งหมดเเล้วเพื่อนๆก็ถึงจะรู้ ว่ามีสถานที่ไหนอยู่ที่ไหนบ้าง กลายเป็นแผนที่

นี่ก็เป็นวิธีการเดียวกันกับที่ Google ทำงาน ยกเว้นแต่ ประเทศญี่ปุ่นที่ยกตัวอย่างนั่นก็คือ เว็บไซด์แทนนั่นเอง และ ถนน ตรอก ซอกซอย ต่างๆนั้นก็เปรียบเสมือน Backlinks นั่นเองครับ

Google เริ่มจากเว็บไซด์ตั่งต้นจากนั้นก็ไต่ไปเรื่อยๆตามลิ้งต่างๆบนเว็บไซด์ จากเว็บไซด์ 1 เป็นเว็บไซด์ที่ 2 – 3 – 4 – 5 – 6 – …… 100000000000 เว็บไซด์ในที่สุดนั่นเองครับ

และ Google ทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้อย่างไร?

Google เขียนโปรแกรมขึ้นมา โดยเรียกโปรแกรมนี้ว่า Crawler (แปลเป็นภาษาไทยคือ แมลงไต่ๆ ) โดยตัวโปรแกรมนี้ก็ทำหน้าที่ ไต่ ไปตามลิ้งต่างบนเว็บไซด์นั่นเองครับ

ปล
บางครั้บ Crawler ก็ถูกพูดถึงเป็น Spider (แมลงมุม) ด้วย

โดยหน้าที่ของเราใน ฐานะ SEO Specialist เราก็จะทำอย่างไรก็ได้ให้ Spider / Crawler ทำงานได้ยอ่างง่ายดายที่สุด และเข้าใจเว็บไซด์ของเราได้ดีทื่สุดนั่นเองครับ

อินเด็กซ์ – Indexing

หลังจาก Spider / Crawler เข้าไปไต่เว็บไซด์มเรียบร้อยแล้ว และดึงข้อมูลเว็บไซด์ เก็บไว้ใน Database แล้ว เราจะเรียกขั้นตอนนี้ว่า Indexing หรือ ‘Index’  เมื่อเว็บไซด์ของเพื่อนๆทำการ index แล้ว Google ก็จะนำเว็บหน้านั้นๆมาแสดงผลใน Search Result

นี่คือรูปภาพของเว็บไซด์ ที่เพื่อนๆจะเห็นเมื่อเข้ามาในเว้บไซด์ Bangkokseo.net/Blog

นี่คือสิ่งที่ Google Bot จะเห็นเมื่อเข้ามาในเว็บไซด์  Bangkokseo.net/Blog

ข้อมูลเหล่านี้คือข้อมูลที่ Spider / Crawler จะเก็บไว้ใน Database ไม่ว่าจะเป็น Title / Description / Keywords / Links และข้อมูลอื่นๆที่มีประโยชน์ในการจัดอันดับ

คลิ๊กที่ลิ้งนี้ >> ทดลอง ดูว่าเว็บไซด์ของเพื่อนๆ Spider เข้ามา Crawl แล้วหน้าตาเป็นอย่างไร

หน้าที่ของ SEO Specialist คือ ต้องให้ข้อมูลที่ Google Crawl นั้นมีข้อมูลที่เราต้องการแสดงให้ User และ Google เห็น

ผลการค้นหา

เวลาที่เราค้นหาใน Google  สิ่งที่กูเกิ้ลจะทำก่อนก็คือ Search หาข้อมู,จาก Database ที่ Crawler/Spider ไปเก็บข้อมูลมา และคำนวนด้วย Algorithm หลยๆ 100 อัลกอลิทึ่ม และแสดงข้อมูลเว็บไซด์ที่เกี่ยวข้องกับ Keyword ที่เพื่อนๆป้อนเข้ามา ได้มากที่สุด

โดยที่ Algorithm ของ Google นั้นไม่มีใครสามารถอธิบายได้ แต่สิ่งที่ทุกคนที่ทำ SEO นั้นเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในการทำ SEO ก็คือ

“คุณภาพ Backlink ที่ได้รับกลับมาจากยังเว็บไซด์ของเรา”

วิธีการปรับแต่งเว็บไซด์ให้ติดอันดับบน Google?

เอาละตอนนี้คุณเริ่มรู้แล้วนะครับว่า Google / Search Engine ทำงานด้วยก Spider/Crawler ที่ไต่ไปยังเว็บไซด์ต่างๆ เก็บข้อมูลลงดาต้าเบส (Index)

ซึ่งตอนนี้ก็มาถึงคำถามสำคัญอีกครั้งคือ เราจะปรับแต่งเว็บไซด์อย่างไรให้ติดอันบน Search Engine

ซึ่งในส่วนนี้จะต้องแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ นั่นก็คือ
On-page SEO และ Off-page SEO

On-page SEO เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ การปรับแต่งส่วนต่างๆบนเว็บไซด์ของเราเพื่อให้ Google เข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกับ Keyword คำค้นหาอะไรให้ได้ดีที่สุด เพื่อที่ Google จะได้ตัดสินใจได้ว่าจะจัดอันดับเว็บไซด์นี้ให้อยู่บนคีย์เวิร์ดอะไรดีที่สุด

Off-page SEO คือการสร้าง Backlink ที่มีคุณภาพเข้ามาหาเว็บไซด์ของเราให้เยอะที่สุด เพื่อให้ Google คิดว่าเว็บไซด์ของเรานั้นมีความน่าเชื่อถือ

7 ขั้นตอนสำคัญ ที่จะทำให้เว็บไซด์ของเราติดอันดับบน Google

1. รู้ว่า Keyword ไหนที่คนกำลังค้นหาอยู่เกี่ยวกับธุรกิจเรา

คนค้นหาเกี่ยวข้องกับสินค้า และบริการของเราได้หลากหลายวิธีการมาก

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทขายประกันรถยนต์ อาจจะมีคนค้นหาคำว่า บริษัทประกันรถยนต์บางพลี หรือ บริษัทขายประกันรถยนต์ใกล้ๆบ้าน เป็นต้น

ถึงแม้ว่า คนจะใช้คำค้นหาต่างกันแต่สิ่งที่เขาต้องการก็เหมือนกันคือ ต้องการซื้อประกันรถยนต์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณควรเริ่มต้นเป็นอย่างแรก คือทำความเข้าใจว่าคีย์เวิร์ดไหนที่คนค้นหาเยอะ และค้นหาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเรา

เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นปรับแต่งเว็บไซด์ บทความของเราให้เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเราได้ดีที่สุด

เครื่องมือที่ใช้ในดูว่าคนค้นหาคำว่าอะไร ทั้งเสียเงินและฟรี

1. Google Trends : ใช้งานได้ฟรี โปรแกรมนี้จะบอกว่าคนค้นหาคำว่าอะไร และเทรนการค้นหาคำ ที่เราใส่ไปนั้นมีลักษณะอย่างไรบ้าง เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร

แต่ข้อเสียของ Google Trends นั้นก็คือมันไม่แสดงให้เห็น Search Volume ว่าในแต่ละเดือนนั้นมี Search Volume ประมาณเท่าไหร่

2. Google Keyword Research Tools

3. Ahrefs เป็นโปรแกรมเสียเงิน ที่ช่วยให้เราค้นหา Search Volume และคำที่เกี่ยวข้องได้ โดย Tools ตัวนี้เป็น เครื่องมือตัวโปรดของบริษัทเราที่ใช้งานเป็นประจำทุกวันนะครับ

เมื่อเรารู้แล้วว่าคนค้นหาคำว่าอะไร สิ่งที่เราต้องทำต่อมาคือ เขียนบทความให้เกี่ยวข้องกับ คีย์เวิร์ดที่คนค้นหาอยู่ในขณะนั้น

2.เขียนบทความที่คนค้นหาต้องการอ่าน

ถ้าเพื่อนๆต้องการ Traffic และติดอันดับบนคีย์เวิร์ดที่ต้องการนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการเขียนบทความที่มีประโยชน์และเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดที่คนค้นหาอยู่

แต่ถ้าเกิดว่าเพื่อนๆที่อ่านไม่รู้ว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไรดี ให้ลองค้นหาใน Google ในคีย์เวิร์ดที่ต้องการทำอันดับดูน่ะครับ เพื่อนๆจะเจอ เฉลย! ว่า Google ให้คะแนนบทความประเภทไหนในคีย์เวอร์ดที่เพื่อนๆกำลังเขียนบทความอยู

ยกตัวอย่างเช่น

คีย์เวิร์ดคำว่า บริษัทประกันรถยนต์

สิ่งที่เพื่อนๆเห็นใน Search Result ตอนนี้คือ

สิ่งที่ Google ต้องการมากที่สุดนั่นเองครับ อยากจะให้เพื่อนๆใช้เวลาในการสังเกต Search results เพราะว่า Search Result นั่นเอง ก็ไม่ต่างกับเฉลยที่เรา กำลังมองหานะครับ

3 เขียนหัวข้อ บทความให้ดีเพื่อจะได้มีคนคลิกเยอะกว่าเดิม

เราพูดไปหลายเรื่องเกี่ยวกับ keyword ที่จะใช้ทำอันดับบน Google ไม่ว่าจะเป็น สิ่งที่เราต้องเขียนเพื่อทำให้เว็บไซต์เราติดอันดับ ส่วนที่สำคัญที่สุดและขาดไปไม่ได้เลยก็คือ ข้อที่จะทำให้คนกดคลิกเข้ามาอ่านบทความของเรานั้นเองครับ

เพื่อนๆลองเข้า ตัวอย่าง จาก keyword คำว่าบริษัทประกันรถยนต์

จากรูปภาพเพื่อนๆจะเห็นว่า บทความหนึ่งที่เขียน หัวข้อไว้ว่า 5 บริษัทประกันภัยรถยนต์ที่หลายๆคนยกนิ้วให้ว่าดีที่สุดในประเทศ

ไม่ได้มีเพียงแค่ 1 ประกันรถยนต์ มีถึง 5 ประกันรถยนต์เลยทีเดียว

แค่นี้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งให้คนกดคลิกมากกว่าบทความที่มีหัวข้อธรรมดาธรรมดาทั่วไปแล้วล่ะครับ

4 ใช้ URL สั้นที่สุดแต่เข้าใจได้

ข้อสังเกตบน Google เนี่ย หน้าแรกนั้นจะมี เว็บไซต์น้อยมากที่มี URL ยาว ส่วนใหญ่ก็จะเป็น URL มีลักษณะสั้นๆอ่านเข้าใจง่ายนะครับ

สิ่งที่ผมพยายามบอกก็คือ Google นั้น ชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไรเราสามารถสังเกตได้จาก search results ที่เราค้นหาอยู่ในปัจจุบันครับ

5 ปรับแต่งรูปภาพ ให้มีขนาดเล็ก และมี keyword อยู่ในรูปภาพ

ปัจจุบันนั้น Google ไม่ได้ใช้เพียงบทความ เพื่อทำอันดับบน Google อีกต่อไปแล้วนะครับ

รูปภาพก็เป็นหนึ่งในฟิวเจอร์ที่ Google ขึ้นมาทำอันดับด้วย การที่เราทำ seo ให้กับรูปภาพนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะ ดึงคน เข้ามาในเว็บไซต์มากขึ้นได้อีกด้วยครับ

6 การแต่งบทความให้น่าอ่าน สำหรับคนและสำหรับ Robot ด้วย

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเขียนบทความนั้นก็คง ขาดไปไม่ได้คือหัวข้อบทความเชื่อดึงคนเข้ามา ยังบทความและเนื้อหาหลักของเรา ต่อมาก็คง เป็นการปรับแต่งรูปภาพให้ เข้ากับสิ่งที่เราอธิบาย ในบทความของเรา แต่สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยก็คือหัวใจหลักของบทความนั้น ควรเลือกที่จะใช้

<h1>,<h2>,<h3>

เพื่อจัดลำดับความสำคัญของหัวข้อย่อยต่างๆ

7.สร้าง Back Link ที่มีคุณภาพ กลับมายังเว็บไซต์ของเรา

สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยในการทำอันดับบน Google นั่นก็คือ Backlink ครับ

Backlink คืออะไร

Back Link ก็เปรียบเสมือนกับ เพื่อน ที่พูดถึงเรา

เวลาที่เราไป เลือกตั้ง เลือกผู้แทนสภา ราษฎรนั้น ก็ไม่ต่างกันกับ Back Link ครับ

จะได้ที่นี้ Backlink คือการเลือกตั้งเว็บไซต์ให้ไปติดอันดับใน keyword ที่เราต้องการนั่นเองครับ

คุณภาพของ Back Link คืออะไร

หากเพื่อนคนนั้นมีความน่าเชื่อถือในสังคม ที่เราอยู่ หรืออีกความหมายหนึ่งก็คือ ไปตลาดที่เราอยู่ นั่นก็หมายความว่าเพื่อนคนนี้มีความน่าเชื่อถือสูง และมีความเกี่ยวข้องกับ keyword ที่เราต้องการทำอันดับสูงด้วยเช่นกัน

คำถามต่อมานั่นก็คือ เราจะสร้าง Blacklist อย่างไรได้บ้างล่ะ

อันที่จริงนะมีวิธีการสร้าง Back Link หลากหลายวิธี

ที่เราสามารถที่จะเข้าไปและ Copy วิธีการที่คู่แข่งของเราทำกับเว็บไซต์ของเขา

เพื่อจะได้มาทำกับเว็บไซต์ของตัวเราด้วย วิธีการทำนั้นก็ง่ายมาก

อ่านบทความต่อไปนี้ด้านล่างเพื่อที่จะศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการหาBacklink พร้อมกับการใช้เครื่องมือ

ขอบคุณมากสำหรับ เวลาที่เข้ามาอ่านบนเว็บไซต์ของเรานะครับ มีคำถามอะไรก็อย่าลืม ช่วยกัน comment ด้านล่างนี้

Similarweb – Spy tools ที่นักการตลาดออนไลน์ทุกคนต้องใช้

สวัสดีครับเพื่อนๆ ถ้าพูดถึง Spy tools ตัวที่แพงที่สุดในเวลานี้ คงหนีเจ้าตัว Similarweb ไปไม่ได้เพราะว่า เป็น Spy tools ตัวหนึ่งที่โคตรเทพ ผมได้ข่าวว่า ซื้อข้อมูลมาจาก ISP และส่วนที่มันเทพจริงๆคือ เราสามารถดูได้เลยว่า ตอนนี้คู่แข่งของเรากำลังรัน Digital Marketing Ads จาก Traffic Source ตัวไหน เข้าไปที่ Landing page หน้าไหน

ทำให้เราเห็นขั้นตอนการยิง Ads ในทุกๆช่วง เหมือนได้เปิด Cheat Sheet ที่เราสามารถเข้ามาและ Copy & Paste ได้เลยครับ

ซึ่งข้อมูลที่เยอะขนาดนั้น Similar Web ขั้นต้นคง เขาไม่เอามาให้เราใช้กันฟรีๆแน่ๆครับ

ปกติแล้วเมื่อเพื่อนๆซื้อ Similar Web ระดับแรก คือเราก็สามารถเห็นได้เพียง Basic Interface และตัว Overview เล็กๆน้อยๆว่า เว็บไซด์ที่เรา Target ซื้อ Traffic จากไหนมาบ้าง และ Traffic นั้นมาจาก Source ไหนบ้าง

การใช้ Similarweb.com ก็เหมือนกับการเข้าไปดู GA ของเว็บคู่แข่งได้นั่นเองครับ

ถึงแม้ว่าข้อมูลที่มีจะไม่ 100% แต่ก็ไม่น้อยเลยครับ คาดการต่อเองได้แน่นอนครับ

วันนี้เราจะมาดู 10 component หลักๆที่ SimilarWeb ช่วยเรา Spy ดูได้น่ะครับ

  1. Website Performance
  2. Competitor
  3. Traffic
  4. Audience
  5. Search Traffic,
  6. Referal Traffic
  7. Display Traffic
  8. Social Traffic
  9. Content
  10. Ad Monetization

Table of content

Overview

  1. Website Performance
  2. Competitive Landscape

Traffic

  1. Traffic and Engagement
  2. Marketing Channels

Audience

  1. Geography
  2. Demographics
  3. Audience Interests

Search Traffic

  1. Overview
  2. Keywords
  3. Keyword Combos
  4. Ads
  5. Competitors

Referral Traffic

  1. Incoming Traffic
  2. Outgoing Traffic

Display Traffic

  1. Overview
  2. Publishers
  3. User Acquisition Network
  4. Creatives

Social Traffic

  1. Overview

Content

  1. Subdomains
  2. Folders
  3. Pages

Ad Monetization

  1. Advertiser
  2. Monetization Network

Website Performance Report

ตัวน้ำจิ้มนี้เป็นองค์รวม Top down ลงมาว่าเว้บไซด์ใช้อะไร perform อย่างไรในแต่ละ Channel หากเราต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในแต่ละส่วนนั้นมันจะมี Menu ที่เราสามารถกดไปดู detail ต่อได้

Download PDF Version  >> Website_Analysis_Overview_Report.February_2019

Traffic and Engagement

และในแต่ละ Tabs ด้านล่างทำให้เราเห็น Data เพิ่มขึ้นของแต่ละเดือนที่เราเลือก Dataมาครับ

Monthly Visits ( คนเข้าเว็บไซด์มากน้อยแค่ไหนใน Range 3 เดือนที่เราเลือกมา และมาจาก Device อะไร )

Monthly Unique Visitor ( คนเข้าเว็บไซด์ ที่เป็ฯ Unique Visitor มากน้อยแค่ไหนใน Range 3 เดือนที่เราเลือกมา และมาจาก Device อะไร )

Avg. Visit Duration ( คนเข้าเว็บไซด์ ใช้เวลาในการอยู่บนเว็บไซด์มากน้อยแค่ไหน แยกตาม device ) หากมีเทรนในทางที่ดีคือคนต้องอยู่ในเว็บไซด์ เฉลี่ยนโดยรวมมากขึ้นนะครับ

เหตุเพราะ ถ้าอยู่นานแสดงว่าบทความในเว็บไซด์มีความน่าเชื่อถือ ได้ประโยชน์สูงครับ

Pages Per Visit ( คนเข้าเว็บไซด์ เปิดทั้งหมดกี่หน้า มากน้อยแค่ไหนใน Range 3 เดือนที่เราเลือกมา และมาจาก Device อะไร )

ตัวนี้สามารถบอกได้ว่า เว็บเราให้ข้อมูลได้น่าสนใจมากน้อยแค่ไหน ถ้าเกี่ยวข้องมากและให้คนเข้าหลายๆหน้า อ่านหลายๆหน้าได้ก็ได้รู้จักแบรนเราดียิ่งขึ้น  ( ปล. HELP content ที่เป็นแนว Series ช่วยได้ )

Bounce Rate มีคนเข้าเว็บไซด์แล้ว ปิดออกทันทีเลยเป็น กี่ % ของแต่ละ Device
โดยในตัวนี้สามารถบ่งบอกได้เลยว่า ถ้าคุณภาพเว็บไซด์ดีขึ้น คนต้องอยู่ในเว็บไซด์นานขึ้นเพื่ออ่านบทความต่างๆน่ะครับ

อีกทั้งเรายัง Compare เว็บไซด์ที่เราต้องการดู ได้กับ Website Competitor ของเราได้อีกด้วย

Competitor & Similar Website

โดยถ้าหากเรายังไม่รู้ดีว่าเว็บไซด์ไหนที่เป็น Main Competitor เราตัว Similarweb ก็มี Feature ที่หาความเหมือน ของ Website ให้เรา ได้เห็นเพิ่มเติมอีกด้วยครับ

Audience  – Geography โลเคชั่น

Download Excel

Audience  – Demographic

Audience  – Audience Interests

Search Traffic

  1. Overview
  2. Keywords
  3. Keyword Combos
  4. Ads
  5. Competitors

 

Referral Traffic

  1. Incoming Traffic
  2. Outgoing Traffic

Display Traffic

  1. Overview
  2. Publishers
  3. User Acquisition Network
  4. Creatives

Social Traffic

  1. Overview

Content

  1. Subdomains
  2. Folders
  3. Pages

Ad Monetization

  1. Advertiser
  2. Monetization Network

3 ขั้นตอนการวาง Content Strategy ขั้นเทพที่นายกยังโอ้ว้าว

ปัจจุบันนี้คงไม่พูดไม่ได้น่ะครับว่า Content Marketing นั้นมาแรงมาก ใช้เงินน้อยและได้ผลลัพท์ที่แจ่มแมว โฆษณาบางตัวก็ดังทะลุโลกไปเลยได้รางวัลมากมายตระกาลตา

แต่ในวันนี้ผมจะไม่ได้พูดถึงแต่โฆษณาที่ เฉพาะแบรนโฆษณาใหญ่ๆ เท่านั้นที่ทำได้ แต่ผมจะพูดถึง SME อย่างเราๆที่เริ่มต้นจากเงินน้อยๆ และสามารถสร้างแบรนให้มีความแข็งแกร่งได้ลูกค้าระยะยาว และสร้างขึ้นเพื่อเป็น ทรัพย์สมบัติในการหา lead กลับมาให้เราแบบ Auto โดยที่เราไม่ต้องทำไรเลย

วันนี้ผมจะมาเล่าถึง Model : Hero Hub Help ที่ออกแบบมาจาก Google / Youtube ครับ

ดูวีดีโอจาก Youtube อธิบายเรื่อง Hero Hub Help ได้จากที่นี่

ดาวน์โหลด PDF ที่เป็น Powerpoint / Keynote ในเรื่อง Content Creation (Hero Hub Help และอื่นๆได้ที่นี่

อธิบายรายละเอียดเรื่อง Hero Hub Help คร่าวๆ

Hero : เป็น Content ที่ดึงความสนใจแบบระดับ Scale ใหญ่ โดยมีจุดประสงค์ให้คนหมู่มาก push ไปทำบางอย่างขึ้นมา แต่หากไม่มี content รองรับ สิ่งที่เรา push ไปก็จะไม่มีประโยชน์ให้แบรนด์เรามากนัก

ยกตัวอย่างเช่น “คนอร์”

Hub : เป็น Content ที่สืบเนื่องมาจาก Hero คือเมื่อมีความสนใจแล้ว ก็อาจจะมี Content นี้ในการตอบรับความต้องการของลูกค้า

ยกตัวอย่างเช่น : ต่อจากวีดีโอเบื้องต้นที่เกี่ยวกับ ปิ่นโตเดินทางแล้ว

Help :

สรุปน่ะครับ คือถ้าเเบรนด์ลูกค้าเป็น scale ที่เล็กมากๆ แบบพึ่งเริ่มบริษัทใหม่ๆ ผมจะเเนะนำให้เพื่อนๆ เริ่มที่ HELP content ขึ้นไป โดยการที่เราเริ่มจาก HELP ที่เป็น Always on campaign ( แคมเปนโฆษณาที่เปิดรันตลอดเวลา ) จะทำให้เราสามารถไปตักตวง Funnel ที่เป็น Hotlead ได้เยอะเลยโดยไม่จำเป็นต้องไป สร้าง Demand (Push Media) มากเท่าที่ควร

อาศัยกินน้ำใต้ศอกจากแบรนด์ ดังๆที่ลงโฆษณามหาศาลในฝั่ง Push Media เก็บลูกค้าที่เป็น Hot lead ก็ทำให้เราประหยัดเงินไปได้เยอะโขแล้วละครับ

ธุรกิจจำเป็นต้องโต และต้อง Scale แต่อย่าลืมรากฐานที่สำคัญที่สุดนะครับ เพื่อสร้างสัมพันธ์องค์ประกอบรวมกันให้เกิดเป็นสิ่งที่ต้องการสื่อสารออกไปให้เกิดประสิทธิผลต่อตัวสินค้า หรือบริการถึงกลุ่มลูกค้าที่ได้รับการถ่ายทอด content

6 วิธีวิเคราะห์การตลาดออนไลน์ SOSTAC MODEL

สิ่งที่ต้องทำก่อนจะทำการตลาดออนไลน์

SOSTAC ซอสแตค พัฒนาขึ้นโดย PR Smith & Dave Chaffey เป็นเหมือน Flow ในการวางกลยุทธในการทำการตลาดออนไลน์ โดยทำให้เราเข้าใจโครงสร้าง ระบบโดยรวมทั้งหมด เพื่อให้เรามองเห็น Challenge และวางแผนได้อย่างครอบคลุม รู้วิธีการ และขั้นตอนการดำเนินงาน ทั้งระบบ ก่อนจะ ผลักดันสินค้าของเราออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนการทำ SOSTAC แบ่งออกเป็น 6 ขั้นตอน ตาม 6 ตัวอักษรในคำว่า SOSTAC

อย่างย่อ
S – Situational Analysis = รู้จักตัวเอง ว่าตอนนี้เป็นอย่างไร
O – Objective = รู้เป้าหมายว่าตนเองอยากไปที่ไหน
S – Strategy = เราจะไปที่เป้าได้อย่างไร
T – Tactics = เราจะต้องเดินไปทางไหนบ้าง เดินซอยไหน เลี้ยวตรงไหน กระโดดตอนไหน
A – Actions = ใครจะช่วยดำเนินงานตรงนี้ให้เรา เสร็จเมื่อไหร่
C – Control = เราจะตรวจสอบแต่ละขั้นตอนได้อย่างไร ดูที่ส่วนไหน

อย่างละเอียด

S – ย่อมาจากคำว่า Situation Analysis หรือ (วิเคราะห์สถาการณ์)
Where you are now?
ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน เป็นอย่างไร เข้าใจตัวเอง

ขั้นตอนแรกนี้คือการทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน
*อย่าโกหกตัวเองระหว่างทำ Situation Analysis ไม่งั้นทำอย่างไรคุณก็ไม่เดินหน้า

Target demographic ใครคือลูกค้าของเรา
Competitor Analysis ใครคือคู่แข่งเรา
Leads คุณภาพ Leads ที่ได้รับ
Sales ระบบการขายมีข้อบกพร่องไหม
Current Marketing การตลาดปัจจุบันใช้อะไร
Challenge มีส่วนไหนที่เป็นอุปสรรคในการเติบโต

O – ย่อมาจาก Objectives ( จุดประสงค์ หรือเป้าหมาย )
Where you need to be?
คุณต้องการไปอยู่ตรงจุดไหนของธุรกิจ

Number of leads จำนวน Leads ที่เพิ่มขึ้น
Number of Sales จำนวน ยอดขาย ที่เพิ่มขึ้น
Social Follower คน Follow เฟสบุ๊ค / Instagram เพิ่มขึ้น
Customer engagement มีคนติดตาม comment หรือคุยกับเรา เล่นเกมกับเรามากเท่าไหร่
Traffic จำนวนคนเข้าเว็บไซด์เพิ่มขึ้นกี่คน
Conversion Rate เพิ่มขึ้นเท่าไหร่
Cost per acquisition ราคาต่อ Lead/Sales ลดลงเท่าไหร่

S – ย่อมาจาก Strategy ( กลยุทธ์ )
How we are going to reach our target?
เราจะต้องทำอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายที่เรากำหนดไว้

เราต้องใช้ Channel ใดบ้าง
SEO
Google Ads
Remarketing
Landing Page
Facebook
Instagram
YouTube
Linkedin
Content Marketing
Web Development

ใช้อย่างละเท่าไหร่ เพราะอะไร ในส่วนนี้เป็นภาพรวมว่าบริษัทของคุณต้องการอะไรเท่าไหร่บ้างอย่างไร

T – ย่อมาจาก Tactic ( ยุทธวิธี ในการไปให้ถึง เป็นรายละเอียดเชิงลึก )
Detailed Plan on how we are get there?

SEO Strategy
Google Ads Strategy
Remarketing Strategy
Landing Page Strategy
Facebook Strategy
Instagram Strategy
YouTube Strategy
Linkedin Strategy
Content Marketing Strategy
Web Development Strategy

A – ย่อมาจาก Action ( ลงมือปฏิบัตื )
Who will implement it? When?
ใครจะเป็นคนทำ และทำเมื่อไหร่ เสร็จเมื่อไหร่

C – ย่อมาจากคำว่า Control ( ควบคุม )
How we are going to monitor your progress?
เราจะเช็คขั้นตอนและผลงานของคุณได้อย่างไร? จะได้ผลตอนไหน ?

Number of leads จำนวน Lead / Contact ที่ได้
Number of sales จำนวนยอดขายที่เพิ่มขึ้น
Traffic milestones จำนวนคนเข้าเว็บไซด์ที่ได้เพิ่ม
Monthly reports รีพอร์ทรายเดือน
Weekly reports รีพอร์ทรายอาทิตย์
Number of page likes จำนวนคนกดไลค์เพจเราที่เพิ่มขึ้น

6 ขั้นตอนการทำการตลาดออนไลน์ในปี 2019

ขั้นตอนการทำการตลาดออนไลน์ในปี 2019 นั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ปัจจุบันนี้เราเปลี่ยนเเปลงจาก กรวยธรรมดาที่นักการตลาดหลายๆท่านเข้าใจ

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจ Funnel หรือกรวยการคลาดกันก่อนนะครับ

ส่วนแรก คือ Marketing Funnel ที่เราใช้กันอย่างแพร่หลายก็คือ AIDA
โดย AIDA คือขั้นตอนการบอกว่า ลูกค้าของเราอยู่ใน ขั้นตอนไหนในการตัดสินใจครับ

AIDA เป็นกรวย Marketing ในการ Segment ว่าลูกค้าอยู่ใน State ไหนก่อนจะมา Action ที่เราต้องการ

4 ขั้นตอนก่อนมาเป็น Lead

  1. Awareness – รู้จัก
  2. Interest สนใจ
  3. Desire ต้องการ
  4. Action ซื้อใช้ทดลองใช้

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AIDA ครับ

หลังจากได้ Lead แล้วหากเป็นบริษัท B2B ที่ติดต่อระหว่างธุรกิจก็จะต้องมี Process ของเซลอีกครั่งหนึ่งในการ Followup เเละเข้าไปขาย 

ทางบริษัทเราใช้ 3 ขั้นตอน Sales Funnel นี้ครับ

3 ขั้นตอนการ Sales Funnel หลังจากได้ Lead

ในกรวยปรกตินี้เป็น 3 ขั้นตอนของ SALES

หลังจากได้ Lead มาจาก Online/Offline Channel แล้ว

  1. Leads เป็นขั้นตอนที่ยังไม่ได้คุยกับลูกค้า ไม่ได้โทรไปถามว่าต้องการอะไร
  2. Prospects รู้แล้วว่ามีความต้องการจริง รู้ว่า MAN คืออะไร
  3. Customers ปิดการขาย

โดยที่บริษัทหลายๆบริษัทนั้นก็ยังเป็นขั้นตอนเก่าอยู่แต่ในปัจจุบันปี 2019 ของเรา การตลาดออนไลน์เราเพิ่มส่วน After Sales Service เข้าไปด้วยครับ เป็นกรวยกลับด้าน หรือ Bow Tie ไปเรียบร้อยแล้ว

วันนี้เราจะมาพูดถึง 6 ขั้นตอนหลักในการทำการตลาดออนไลน์ในปี 2019

ผมขอเสนอ Bow Tie Funnel ครับ

โดยลักษณะของ Bow Tie Funnel นี้แบ่งออกมาเป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ๆด้วยกัน

ส่วนที่ 1 คือ Get Customers หรือ หาลูกค้า

มีด้วยกัน 3 ขั้นตอนหลักๆ

1. Attract ดึงดูดลูกค้าให้ เข้ามาในเว็บไซด์ สมัครสมาชิก หรือทิ้งข้อมูลไว้

เราใช้ Channel ต่างๆในการดึงหาลูกค้าเช่นทางช่องทางเหล่านี้

Digital Marketing: Google Adwords / Facebook / SEO เป็นต้น

โดยในขั้นตอนนี้เราจะใช้ AIDA Model ในส่วนร่วมขั้นตอนนี้

2. Nurture ดูแล ติดตาม และให้ความรู้

Digital Marketing : ด้วยการใช้ Email Marketing / Social Media Chat bot ในการตามลูกค้าให้ความรู้ให้ความเข้าใจ อยู่ตลอดเวลา

3. Convert จากคนที่มีความสนใจ ให้กลายมาเป็นลูกค้า หรือสมาชิกที่เสียเงิน

Digital Marketing ด้วยการใช้ Email Marketing หรือ Chat bot หรือ Remarketing
ส่วนนี้คือ ขั้นตอนในการ ชักจูง คนที่สนใจอยู่แล้ว เข้ามาเป็นลูกค้าในที่สุด

ขั้นตอนถัดไปคือ Keep Customer หรือให้เขา รักและไว้ใจในแบรนจนกล้าที่จะแนะนำเพื่อนๆคนอื่นมาใช้งาน สินค้าและบริการของเราต่อ

ส่วนที่ 2 คือ Grow Customers คือเพิ่มฐานลูกค้า

4. Upsell ขายของที่ราคาสูงขึ้น เป็น Higher Price Ticket

5. Cross Sell ขายของที่ใกล้เคียงฐานลูกค้า

6. Referrals ให้ลูกค้าแนะนำเพื่อนมาซื้อหรือใช้บริการด้วยการให้รางวัลกับคนแนะนำ

โดยกระบวนการ 4,5,6 นี้เราสามารถทำได้ด้วย Email Marketing/Chat Bot – Personalization จากข้อมูลที่ได้ออกมาและทำ Sequence เพื่อให้ระบบอัตโนมัติทำให้ทั้งหมด โดยลูกค้าไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานเยอะ ทำให้บริษัท LEAN มากขึ้น และมีงานที่ผิดพลาดน้อยลงโดยไม่ต้องใช้คนตามในแต่ละ Process เลยแต่น้อย

MAN – 3 สิ่งที่นักขายระดับเทพต้องรู้

ในทุกๆวันนี้ถ้าเราไม่ขายเขา เขาก็ขายเราน่ะครับ เพราะฉะนั้นทุกโอกาศในการพบเจอผู้คนนั้นคือโอกาศในการขาย ช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาให้คุณลูกค้ามีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

สำหรับ Digital Marketing นั้นหลังจากที่เพื่อนๆได้ Lead หรือ Contact มาแล้ว สเต็ปแรกสำหรับคำถามที่เพื่อนๆใช้ในการถามลูกค้าคืออะไรบ้างหรือครับ?

วันนี้เราจะมาพูดถึง MAN หรือ Sales Theory ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับ Sales Professional ในการ Identify ว่า Lead นั้นมี potential มากน้อยแค่ในในการปิด Sales ให้ได้เยอะกว่าคนอื่น

เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า M A N นี้มีความหมายว่าอย่างไรบ้าง

M ย่อมาจาก Money หรือเงิน ว่า lead มี Budget เท่าไหร่เพื่อเราจะได้รู้ว่า ลูกค้าคนนี้จะทำกำไรให้บริษัทได้มากน้อยเท่าไหร่

A ย่อมาจาก Authority หรืออำนาจในการตัดสินใจ โดยเราจะรู้ว่าคนนี้มีพลังในการเซ็นเช็คจ่ายเราได้หรือเปล่า

หลายครั้งนั้น เวลาที่เราได้ lead มาจาก digital marketing เราอาจจะไม่ได้คุยกับคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจได้อย่างแท้จริง การที่เราเข้าไปบริษัทเพื่อขอพบลูกค้า ทำให้เรามีโอกาศในการคุยกับคนที่ตัดสินใจได้ง่ายกว่าเดิม เปิดโอกาศมากขึ้น เพราะถ้าไม่เข้าไป ก็ไม่เจอคนที่ตัดสินใจได้จริงๆ

โทรไปหากี่ครั้งก็อาจจะวิ่งเข้าไปเจอกับฝ่ายจัดซื้อคนเดิม

N ย่อมาจาก Need หรือ มีความต้องการว่ามีความต้องการมากน้อยแค่ไหนในตอนนี้ ต้องการใช้เมื่อไหร่ หากเรารู้ว่าเขาต้องการใช้สินค้าเมื่อไหร่ เราสามารถประเมิณได้ถึงความเร่งรีบ URGENCY ได้จะได้ Focus ถูกว่าจะเริ่มขายของให้ใครก่อนครับ

หน้าที่ของ Sales Manager หรือผู้จัดการผ่านขาย ควรที่จะใช้เวลากับ พนักงานขายของตน หมั่น รีวิวงานของลูกน้องอาทิตย์ละหน ว่าแต่ละ Lead ที่ลูกน้องในทีมของตนรับผิดชอบอยู่นั้นอยู่ในขั้นตอนไหนแล้วครับ

อย่าลืมที่จะ KNOW YOUR MAN ด้วยนะครับ

4 ขั้นตอนการตลาดออนไลน์ ก่อนคนจะมาเป็นลูกค้าเรา

4 ขั้นตอนง่ายๆที่ แบ่งแยก Customer Journey ออกเป็น 4 ขั้นตอนให้เข้าใจง่ายๆโดยนักการตลาดทั่วโลกใช้กันที่เรียกว่า AIDA Model

ย่อมาจาก 4 คำศัพท์ดั่งนี้

ภาษาอังกฤษ

Attention, Interest, Desire, Action

ภาษาไทย

รู้จัก, สนใจ, มีความต้องการ, ซื้อใช้/ทดลองใช้

โดย 4 ขั้นตอนหลักนี้แหละ เราจะเอามา Mapping ให้เข้าใจกันว่า แต่ละขั้นตอน หมายถึงอะไรมีความหมายว่าอย่างไรกันบ้าง

ขั้นตอนที่ 1. รู้จัก – ลูกค้าได้เห็นสินค้าและรู้จักสินค้าหรือบริการเป็นครั้งแรก

ขั้นตอนที่ 2. สนใจ – ลูกค้าสนใจในตัวสินค้าและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์ของสินค้าและแบรนว่าเข้ากับ Life Style ของตนหรือไม่

ขั้นตอนที่ 3. มีความต้องการ – ลุกค้าต้องการอยากใช้ ศึกษารีวิว ถามเพื่อนพี่น้อง

ขั้นตอนที่ 4. ซื้อใช้/ทดลองใช้ – ลูกค้าหาซื้อสินค้า ทดลองใช้ หรือเปรียบเทียบราคา หลายๆเเหล่ง

ถ้าเราสังเกตุให้ดีใน 4 ขั้นตอนนี้เราสามารถแบ่ง Intention ของลูกค้าได้ ตามความฮอท ตามความต้องการของลูกค้าเลยครับ

Cold Lead -> Warm Lead -> Hot Lead

เย็นๆ อุ่นๆ ร้อนๆ อาจไม่ชัดพอ เป็นภาษาไทยแบบบ้านๆก็ประมาณนี้

เฉยๆมีก็ได้ไม่มีก็ได้ -> เริ่มอยากมีมันคือไรอ่ะ -> กูต้องมีอยากได้อยู่ไหนจะไปซื้อ

โดยการตลาดออนไลน์นั้นเราสามารถที่จะทำการตลาดเฉพาะช่วงความต้องการของลูกค้าได้ทุกขั้นตอนเลยครับ ทั้ง Awareness, Interest, Decision, Action ครับ

รับทำ SEO Facebook

ทำ SEO บน Facebook Fan Page ของเราติดบน Keyword ที่เราต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องอยากสำหรับเราเลยครับ

สำหรับเพื่อนๆที่ไม่มีเว็บไซด์ และใช้ Facebook เป็นเครื่องมือหลักในการติดต่อกับลูกค้าแล้วละก็การที่ Fanpage ของเราติดอันดับในคีย์เวิร์ดที่เราต้องการนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างยอดขาย และเพิ่มฐานลูกค้าของเรา

โดยเฉพาะเพื่อนๆที่ได้ลง โฆษณา Facebook Fanpage ของตัวเองบน Google Adwords ด้วยแล้ว การที่เราทำ SEO ให้ Fanpage ของเราเป็นเรื่องที่ดีมากๆที่จะเพิ่มส่วนเเบ่ง เค้ก ก้อนนี้ครับ

ขั้นตอนการทำ SEO สำหรับ Facebook Fanpage

ขั้นตอนที่ 1 ทำ SEO Audit ให้ Facebook Fanpage ของเพื่อนๆ เพื่อให้ Facebook เรามีเนื้อหาและรายละเอียดที่ปรับแต่งมาเพื่อทำอันดับของ Keyword นั้นๆที่เราต้องการทำ

ขั้นตอนที่ 2 ทำ Content Strategy ในการเลือกบทความและคีย์เวิร์ดที่ต้องการทำอันดับในคีย์รองๆ ที่เพื่อนๆต้องการ Focus

ขั้นตอนที่ 3 ทำ Backlink (Outreach) ไปยัง Micro Influencer ที่เป็นกระบอกเสียงให้สินค้าของเพื่อนๆได้ ในการผลิต Content ที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเพื่อนๆครับ

หากผ่านทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ไปได้ที่เหลือคือการ ตรวจสอบแต่ละขั้นตอนเพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลลัพท์ได้ตามที่เราตกลงกันไว้ข้างต้นก่อนเรื่มให้บริการครับ

ข้อดีและข้อเสียของ การทำ SEO ให้กับ Facebook Fanpage

ข้อดี

  1. ไม่ต้องเสียเงินสร้างเว็บไซด์ ใช้ Fanpage ต่อไปได้เลย
  2. ไม่ต้องเรียนวิธีการจัดการเว็บไซด์
  3. ง่ายกับลูกค้าในการติดต่อกับ Admin

ข้อเสีย

  1. ไม่มั่นคง เพราะหาก Facebook แบนเพจเรา เราเอาคืนไม่ได้
  2. ไม่ยืดหยุ่น ทุกอย่างภายใต้ Facebook ไม่สามารถปรับแต่งได้
  3. ไม่มี Data มากพอ ทุกอย่างอยู่กับ Facebook เราไม่สามารถเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ดีเท่าส่วนของเว็บไซด์ของเรา

คำแนะนำ

ผมแนะนำให้เพื่อนๆ ทำเว็บไซด์ แทนที่จะใช้ Facebook Fanpage อย่างเดียว

ข้อดีของการมีเว็บไซด์

  1. ไม่ผูกขาด – เมื่อเรามีเว็บไซด์และเก็บข้อมูลของลูกค้าไว้ เมื่อ Facebook แบนเพจเรา เราก็ยังมีข้อมูลลูกค้าอยู่ในการ Followup ติดตามลูกค้าท่านนั้นๆได้ เราไม่ได้ผูกขาดบริษัทเราไว้กับที่ใดที่หนึ่ง
  2. มีความยืดหยุ่นสูง – จะปรับแต่งรูปภาพ สีต่างๆ หรือการใส่รายละเอียดที่ Focus ไปยังสินค้าและบริการได้อย่างมีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งกว่าเดิม
  3. การตลาดง่ายขึ้น – สามารถนำไปทำ Remarketing ใน Platform อื่นๆได้ง่ายกว่ามีแค่ Facebook อย่างเดียว
  4. ทำ SEO ง่ายกว่าเดิม – สามารถปรับแต่ง Onsite Audit ได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องมีข้อจำกัดในการทำเว็บไซด์เหมือน Facebook

หากยังหาคนทำ Website ไม่ได้ ลองติดต่อเราได้ครับ เว็บไซด์ราคาถูกที่สุดเริ่มต้นเพียง 20,000 บาทเท่านั้น มีบริการหลังการขายอีกด้วยครับ

รับทำ SEO สายดำ

SEO สายดำ หรือ BlackHat SEO นั้น คือวิธีการทำ SEO ที่มุ่งเน้นไปทางโกง Google Algorithm โดยการหาช่องโหว่ ในการทำอันดับ และทุ่มทรัพทยากรทั้งหมดลงไปที่จุดอ่อน จุดนั้นเพื่อทำอันดับเว็บไซด์ ให้เร็วที่สุด และติดอันดับได้นานที่สุด

วิธีการเหล่านี้ พวก SEO ต่างๆมักจะเรียกวิธีการนี้ว่า Churn and Burn นะครับหรือแปลเป็นภาษาไทยก็คือ “ปั่น และ เผา”

ภาษาชาวบ้านคือ ปั่นเว็บแม่งเยอะๆ แล้วก็ เผามันทิ้งไป

คือการสร้างเว็บไซด์ขึ้นมาเยอะๆเพื่อทำอันดับบน Google ด้วยเวลาอันสั้นที่สุด และกอบโกยช่วงเวลาเหล่านั้นให้เยอะที่สุดนั่นเอง วิธีการเหล่านี้ ที่เราใช้นั้นคือการหาช่วง Algorithm ที่มันกำลังมีช่องโหว่ และทำการปั่นเว็บออกมาให้ได้เยอะที่สุด ทำให้มากที่สุด ในช่วงเวลานั้นครับ

วิธีการเหล่านี้ เหล่านักทำ SEO ทั้งหลายหากนำไปใช้ในเว็บไซด์ของเพื่อนๆแล้ว อาจจะมีผลลัพท์ที่รวจเร็ว ติดอันดับได้ไว แต่ระยะยาวแล้วไม่คุ้มกันเลยครับที่จะเอา แบรน์ของเราไปเสี่ยงกับผลลัพท์ชั่วข้ามคืน

ผมทำงานสาย SEO มากว่า 10 ปีแล้วทั้ง Black hat / White hat ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าคนจะทำน้อยลงเพราะมันทำได้ยากขึ้นกว่าเดิมเยอะ

วิธีการต่างๆเหล่านี้หากเพื่อนๆเคยใช้ บริการทำ SEO จากบริษัทรับทำ SEO แล้วเขาไม่บอกวิธีการที่ทำให้ติด SEO ละก็จะต้องระวังไว้ให้มากเพราะว่าบริษัทเหล่านั้นน่าจะทำ Blackhat SEO ให้เพื่อนๆ

เพราะต้นทุนที่ต่ำทำให้ได้ผลกำไรมากขึ้น แต่ส่งผลเสียระยะยาวกับแบรนเพื่อนๆครับ

ทำ SEO สายดำ ต้นทุนต่ำทำได้อย่างไรบ้างหรือครับ?

วิธีการหาช่องโหว่นั้นเปลี่ยนไปตามยุค ตามสมัย แต่ที่ไม่ค่อยเปลี่ยนเลยคือ Google มักจะจับได้เสมอครับ

สมัย 2010 นั้นเพียงเเค่เพื่อนๆนำเอาคีย์เวิร์ดที่ต้องการให้เว็บไซด์ติดอันดับเอาไปไว้ในเว็บไซด์เรา และเปลี่ยนสีเป็น Background ของเว็บไซด์ เท่านั้นเว็บไซด์เพื่อนๆก็ติดอันดับแล้ว

สมัย 2011 นั่นเราใช้โปรแกรมสร้าง Backlink อัตโนมัติ โพสไปสัก 40 เว็บ ก็ทำให้เว็บไซด์เราติดอันดับแล้ว

สมัย 2012 เราใช้โปรแกรมสร้าง Backlink ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นโดยการทำเป็น Link Wheel ยิงไปสัก 3-4 ครั้ง ก็ติดอันดับแล้ว

สมัย 2013 เริ่มใช้ PBN ยิงโต้งๆ เข้าเว็บไซด์เรา ด้วย Link Wheel เท่านั้นก็ติดอันดับแล้ว

สมัย 2014 วิธีการที่โพสไปหลายๆวิธีก็ทำไม่ได้แล้ว

เราก็จะเห็นช่องโหว่ที่เราเจอปิดลงเรื่อยๆ แต่ใช่ว่าในแต่ละเดือนแต่ละปีจะไม่มีช่องโหว่ เราแค่ค่อยๆหาเราก็จะเจอช่องโหว่ และทำให้เว็บเพื่อนๆติดอันดับได้ครับ

แต่วิธีการเหล่านั้นที่ผมพูดถึงสมัยนี้ทำได้ยากขึ้นกว่าเดิมมาก และเว็บไซด์ที่เคยใช้ลิ้งประเภทนั้นส่วนใหญ่แล้วก็โดน Google เก็บไปแล้ว

ผมเปรียบเทียบสายดำกับเพื่อนอีกคนที่ทำสายขาว ผมจะเห็นได้ว่าตัวคนทำ สายดำนั้นไม่ได้สร้าง asset ระยะยาวเลยครับ

ผมเลยอยากแนะนำให้เพื่อนๆที่คิดจะทำ Blackhat หันมาสนใจเรื่อง Whitehat ดูครับ ระยะยาวกว่า และได้ผลลัพท์ไม่ต่างกันกับ Blackhat SEO เลยครับ

รับทำ SEO สายขาว

บริษัทเรารับทำ SEO สายขาว โดยทุกขั้นตอนจะเป็นการ Focus ที่ตัวเนื้อหาและคุณภาพให้ถูกหลักการณ์ของ Google เพื่อให้อันดับเว็บไซด์ของคุณลูกค้าติดมั่นคง และส่งผลระยะยาวครับ

SEO สายขาวคืออะไร ทำไมถึงมีสายขาว

SEO หรือ Search Engine Optimization นั้นมีวิธีการหลากหลายในการทำให้เว็บไซด์ เว็บหนึ่งติดอันดับ โดยคำว่าสายขาวที่ว่านี้ คือการทำ SEO ที่ไม่ได้ใช้วิธีตุกติกหลอก Google และทำตามขั้นตอนที่ Google แนะนำมาอย่างถูกวิธีและเน้นระยะหวังผลยาวได้ ต่างกับวิธีทำ SEO สายเทาหรือ SEO สายดำ

เพื่อนๆคงคิดในใจแล้วว่า SEO สายขาว SEO สายเทา และ SEO สายดำ นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างใช่ไหมครับ

ก่อนอื่นขอผมอธิบาย SEO ในแต่ละสายก่อน

SEO สายขาวคือการทำ SEO ที่อ้างอิงจาก Google Webmaster Guideline ตัวนี้ครับ
https://support.google.com/webmasters/answer/7451184?hl=en

ปล. ข้อมูลเบื่องตันเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด อนาคตหากเพื่อนๆต้องการให้ผมแปลเป็นภาษาไทย กรุณา คอมเม้นไว้ด้านล่าง หากมีคนสนใจเยอะกว่า 20 คอมเม้นผมจะกลับมาแปลให้นะครับ

SEO สายเทา นั้นคือการทำ SEO แบบตุกติกใช้วิธีที่ถูกต้อง 40% ใช้วิธีตุกติก 60%

SEO สายดำ คือการทำ SEO แบบใช้วิธีตุกติก 90% ใช้วิธีที่ถูกต้อง 10%

พวกที่ทำสายเทา และสายดำนั้น หลายครั้งก็จะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า การทำ SEO สายขาวครับ ข้อดีคือสามารถทำให้ได้ผลลัพท์ที่รวจเร็วขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่ Google จะจับวิธีตุกติกไม่ดีของเราได้อยู่ เพราะฉะนั้นในอนาคตหากเกิดว่า Google จับทางได้แล้ว เว็บไซด์ของคุณลูกค้าก็จะตกลงมาจากอันดับเดิม และเราต้องมานั่งแก้ไขอีกเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่แนะนำวิธีการทำ SEO สายเทาและสายดำเลย

คำถามจากทางบ้าน : วิธีการทำตุกติกที่ว่า ทำอย่างไรบ้างหรือครับ?

วิธีการทำตุกติก หรือขี้โกงที่เหล่า SEO สายมืดทำกันนั้นมีหลากหลายวิธีมาก ผมจะอธิบายวิธีการเบื่องต้นให้เพื่อนๆพอทำความเข้าใจได้ก่อนนะครับ
1. Cloaking การหลอกบอท (ผ้าคลุมล่องหน)


คือการทำให้ Google มองไม่เห็นในส่วนที่เราไม่ต้องการให้ Google เห็น เป็นการหลอกไม่ให้บอทมองส่วนที่เขาไม่ต้องการ และทำให้เว็บไซด์เพื่อนๆติดอันดับง่ายกว่าเดิม แต่หากวันหนึ่งที่ทาง Google รู้ทันแล้ว เขาก็จะทำการแบนเว็บไซด์เราทิ้งจาก สารระบบ Google ไปเลย


2. การทำ Spam Backlink

หลายๆครั้งที่เราอ่านบทความ SEO บนกูเกิ้ล เราก็จะเห็นวิธีการที่หลายๆคนใช้คือการใช้เครื่องมือหา Backlink แบบ อัตโนมัติครับ เครื่องมือในการสร้าง Backlink อัตโนมัตินั้นมีมากมาย แต่ Backlink ที่เราไปทำไว้นั้น เพื่อนๆรู้หรือไม่ว่าเป็น Backlinkที่ไม่มีคุณภาพ และเป็นผลเสียต่อเว็บไซด์ของเพื่อนๆ

วิธีการนี้ง่ายมากเพราะเราแค่ใส่ URL ของเว็บไซด์ไปในโปรแกรมสร้าง Backlink สำเร็จรูป โปรแกรมก็จะออกไปหา Backlink ให้เพื่อนๆอัตโนมัติ

แทนที่จะค่อยๆสร้าง Backlink แบบธรรมชาติ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป ด้วยวิธีที่ถูกต้อง

หาเว็บไซด์ที่พูดถึงเรื่องเดียวกัน และสร้างบทความที่มีประโยชน์กับผู้อ่านอย่างแท้จริง เรากลับเลือกวิธีการที่ง่ายและได้ผลลัพท์รวจเร็ว แต่ปัจจุบันนี้ โปรแกรมอัตโนมัติหลายๆโปรแกรมที่เราทดลองใช้ไม่ได้ให้ผลลัพท์ที่ดีเหมือนเเต่ก่อนอีกแล้วครับ เราสร้าง Backlink ประเภทนี้ไปเรื่อยๆก็เป็นปัญหาแน่นอนครับ

3 การ Hack Website เพื่อใส่ Backlink

หลายๆท่านที่ทำ SEO มานานหรืออ่านตามเว็บบอร์ดภาษาอังกฤษมาบ้างอาจจะเคยได้ยินเว็บไซด์ชื่อ SAPE.ru นะครับ เว็บนี้เป็น Market Place ของ Hacker ที่เข้าไป แฮคเว็บชาวบ้านมาแล้วเอามาประกาศขาย Backlink ใน market place นี้น่ะครับ

ปัญหาหลักในการหาลิ้งประเภทนี้คือ ต้องหา network ที่ดีไม่ใช่ที่แฮคมาขาย หลายๆท่านไปลองซื้อลิ้งเองบางครั้งประสพปัญหาเว็บไซด์โดน Penalty ก็ต้องมาแก้กันใหม่อีกหลายตลบ

สรุปจบง่ายๆน่ะครับ วิธีโกง Google ด้วยการทำ SEO สายเทาสายดำก็ยังมีอยู่เรื่อยๆ แต่หากเพื่อนๆอยากสร้างครั้งเดียวให้ผลลัพท์มันอยู่ตลอดไป อย่ามองหาวิธีโกงเลยครับ ทำแบบใสๆก็ได้ผลลัพท์ดีเช่นกัน

ผมเปรียบเปรยการทำ SEO ก็เหมือนการสร้างปีรามิตครับ หากเราสร้างรากฐานที่ดีไว้ อนาคตหากมีใครจ้องคิดทำลายก็ยากที่ปีรามิต (บ้านของเรา) จะล้มลง

เริ่มก่อนวันนี้เพื่ออนาคตที่สดใสกว่าครับ