วิธีใช้ Audience Insights เพื่อหากลุ่มเป้าหมายโฆษณา Facebook

หลายคนที่ลงโฆษณา Facebook แล้วไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งยังประสบกับปัญหาขาดทุนย่อยยับ นั่นเป็นเพราะว่าคุณเองไม่ได้เตรียมพร้อมหรือสร้างโฆษณาที่มีประสิทธิภาพต่อสินค้าของคุณมากพอ หรือไม่ได้สร้างโฆษณาที่มุ่งเน้นให้นำเสนอแบรนด์และร้านค้าของคุณไปยังกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการซื้อจริงๆ ทำให้ไม่สามารถหาคนมาซื้อสินค้าของคุณและไม่ทำให้คุณมีรายได้เป็นกอบเป็นกำได้ แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ที่เกิดขึ้น อาจเป็นเพราะว่าคุณไม่รู้วิธีหากลุ่มเป้าหมาย หรือวิธีการเข้าถึงบุคคลที่มีกำลังในการซื้อสินค้าของคุณ

รู้จักกับ Audience Insights

Audience Insights เป็นอุปกรณ์ของ Facebook ให้เรานำมาวิเคราะห์ผู้ใช้งานที่กดถูกใจแฟนเพจและโพสของเรา รวมทั้งเก็บข้อมูลอุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าถึง เพศ อายุ และข้อมูลต่างๆของแฟนเพจและผู้กดถูกใจแต่ละคนมาวิเคราะห์ให้กับเรา ช่วยให้เราสามารถนำข้อมูลคนที่สนใจแฟนเพจหรือโพสของเรามาวิเคราะห์ได้ละเอียดแม่นยำขึ้น ข้อมูลเหล่านี้มีประโยชน์ในการนำมากำหนดกลุ่มเป้าหมายให้กับโฆษณาของเราได้เป็นอย่างดี

ข้อมูล 5 ประเภทที่เราจะได้รับมาจากการใช้เครื่องมือ Audience Insights

1.ข้อมูลประชากร

ข้อมูลประชากรเป็นข้อมูลที่เราสามารถวิเคราะห์ลักษณะส่วนตัวของลูกค้าแต่ละรายที่มีโอกาสเป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางการศึกษา ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตครอบครัว สถานะโสดหรือแต่งงานแล้ว รวมไปถึงข้อมูลอายุและการทำงานอีกด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราจะต้องเก็บอย่างละเอียด เพราะเมื่อต้องนำมายิงโฆษณาจะทำให้เรากำหนดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องยิงโฆษณาไปยังกลุ่มผู้ใช้ที่ไม่มีทางซื้อสินค้าของเรา ช่วยให้เราจ่ายค่าโฆษณาอย่างคุ้มค่าไปยังกลุ่มคนที่สนใจสินค้าของเราจริงๆ ได้ลูกค้ากลับมาจริงโดยไม่ต้องเสียเงินไปกับค่าแสดงโฆษณาไปยังกลุ่มที่ไม่มีโอกาสสนใจในตัวโฆษณาของเรา

2.การกดไลค์หน้าแฟนเพจ

เรายังสามารถดูได้ด้วยว่ากลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ของเรานั้นกดไลค์แฟนเพจอะไรบ้าง มีความเกี่ยวข้องกับตัวสินค้าหรือแฟนเพจของเรามากน้อยเพียงใด เป็นการวิเคราะห์ว่ากลุ่มเป้าหมายของเรานั้นถูกต้องมากน้อยเพียงใด หากพบว่าการกดไลค์แฟนเพจอื่นๆมีความเกี่ยวข้องกับสินค้าของเราหรือไม่ได้แตกต่างไปจากธุรกิจของเรามาก ถือว่ากลุ่มเป้าหมายนี้ใช้ได้ สามารถนำมาใช้ในการวางแผนยิงโฆษณาได้เลย เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากๆ สามารถการันตีได้ว่ากลุ่มเป้าหมายของเรานั้นถูกต้องมากน้อยเพียงใด แต่หากกลุ่มเป้าหมายของเราไม่ได้กดไลค์เพจที่เกี่ยวข้องอะไรกับเพจเราเลย อาทิเช่น เพจเราขายเครื่องสำอาง แต่กลุ่มเป้าหมายกลับไปสนใจและกดไลค์เพจการทำอาหาร ถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ไม่ได้ ไม่สามารถสร้างยอดขายให้เราอย่างแน่นอน

3.พื้นที่และภาษาของกลุ่มเป้าหมาย

ข้อมูลสำคัญอีกอย่างที่เราได้รับจาก Audience Insights นั่นก็คือพื้นที่และภาษาของกลุ่มเป้าหมาายของเรา ทำให้เราทราบเลยว่าผู้ใช้งานที่กดถูกใจแฟนเพจของเรานั้นมาจากจังหวัดอะไร อยู่พื้นที่ไหนเป็นหลัก ใช้ภาษาอะไร ยิ่งเป็นสินค้าชั้นนำระดับอินเตอร์เราก็จะเห็นประเทศที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของเราที่สนใจสินค้าของเรามากที่สุด ข้อมูลตรงนี้แหละช่วยให้เราโฟกัสการโฆษณาไปยังประเทศและภาษาของผู้ใช้งานหลักที่มีแนวโน้มจะมาเป็นกลุ่มเป้าหมายของเราได้ไม่ยาก ข้อมูลดังกล่าวทำให้เราได้เปรียบคู่แข่ง ซึ่งเราจะรู้ถึงกับว่าลูกค้าของเราหลักๆแล้วจะอยู่ในพื้นที่ใด ทำให้เรานำข้อมูลตรงนี้มาวิเคราะห์ในเรื่องของความต้องการเพิ่มเติม โอกาสที่จะหาสินค้าที่ตอบสนองต่อคนพื้นที่นั้นได้มากขึ้น โดยการเรียนรู้อาชีพหลัก รวมไปถึงการใช้ชีวิตของพวกเขานำมาหาวิธีการในการเสนอสินค้าตามที่พวกเขาต้องการ

4.พฤติกรรมการซื้อของ

Audience Insights สามารถนำมาตรวจสอบพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ของกลุ่มเป้าหมายของเราได้อีกด้วย ซึ่ง Facebook ได้ทำการรวบรวมข้อมูลดังกล่าวไว้หมดแล้ว ทำให้เราสามารถรู้ได้ว่ากลุ่มเป้าหมายของเรามีการซื้อของออนไลน์อยู่แล้วตามปกติหรือไม่ หากเราขายสินค้าออนไลน์เป็นหลัก และพบว่ากลุ่มเป้าหมายของเราเป็นกลุ่มที่ซื้อของออนไลน์ตามปกติ เราก็จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นในการขายสินค้า

5.รายได้ของกลุ่มเป้าหมาย

รายได้ของกลุ่มเป้าหมายช่วยให้เราทราบว่ากลุ่มเป้าหมายที่เรามีอยู่นั้นมีกำลังซื้อสินค้าที่เราต้องการจำหน่ายมากน้อยเพียงใด เราควรเลือกสินค้าที่ราคาประมาณไหนเพื่อนำมานำเสนอแก่กลุ่มเป้าหมายที่เรามีอยู่ เพื่อเพิ่มโอกาสและหาวิธีในการทำยอดขายให้ได้มากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่า Facebook ก็ได้รวบรวมมาให้เราแล้วเหมือนกัน

การทำวิจัยเพื่อตรวจสอบคุณภาพของกลุ่มเป้าหมายที่เรามีอยู่

1.การทำวิจัยเชิงประมาณ

เป็นการหาตัวเลขและความเป็นไปได้ว่ากลุ่มเป้าหมายของเรามีโอกาสมากน้อยเพียงใดที่จะซื้อสินค้าหรือบริการของเรา โดยใช้ Audience Insights Tool มาเป็นตัวช่วยบอกตัวเลขต่างๆ ทำให้เราได้ตัวเลขที่ชัดเจน สามารถบริหารจัดการเงินลงทุนในส่วนต่างๆได้เคลียร์ ลดโอกาสผิดพลาด อาทิเช่น สั่งของมาแล้วไม่มียอดขาย

2.การทำวิจัยเชิงคุณภาพ

Audience Insights Tool สามารถให้ข้อมูลของเราได้ละเอียด โดยเน้นเป็นข้อมูลเชิงตัวเลขเสียส่วนใหญ่ แต่เราจะต้องมีการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายของเราด้วยตัวเราเอง ดังนั้นเครื่องมือดังกล่าวอาจไม่เพียงพอที่จะบอกได้ว่ากลุ่มเป้าหมายของเราจะมีพฤติกรรมของสินค้าเราอย่างไร หรือให้ความสนใจกับสินค้าบริการมากน้อยเพียงใด ดังนั้นเราจึงต้องมีการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้งานกับสินค้าของเรา เราจะต้องนำข้อมูลจาก Google Analytics มาวิเคราะห์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของลูกค้ากับสินค้าของเรา หากใครอยากรู้การตอบสนองจากลูกค้าว่าจะมีผลต่อสินค้าของเราอย่างไร ยังมีเทคนิคเล็กๆที่นิยมใช้กันนั่นก็คือการมองหาสินค้าลักษณะเดียวกันและค้นหาข้อมูลจาก Pantip, Jeban รวมทั้งสังคมออนไลน์อื่นๆเพื่อดูการตอบสนองของผู้ใช้ว่าพูดถึงสินค้าประเภทนั้นอย่างไร มีจุดเด่นจุดด้อยข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง เท่ากับว่าเราสามารถมองเห็นอนาคตสินค้าของเราเองและนำมาปรับปรุงแก้ไขได้ก่อนเพื่อสร้างข้อได้เปรียบในการขายไปสู่ผู้บริโภค นอกจากนี้เรายังสามารถใช้ Tool สำหรับเว็บไซต์ที่ชื่อว่า Heat Map เพื่อตรวจสอบว่าผู้เข้าชมเว็บนั้นนิยมกดเข้าไปดูตรงไหนเป็นหลัก ช่วยให้เราปรับปรุงส่วนนั้นให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

เทคนิคใช้ Audience Insights ให้มีประสิทธิภาพ

หากเราอยากใช้เครื่องมือตัวนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเพื่อสร้างยอดขายและยอดการเข้าใช้บริการสูงสุด แน่นอนว่าจะต้องมีทิปหรือเทคนิคกันหน่อย เราจะต้องเรียนรู้แล้วนำไปใช้จริงในการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายของเรา

1.เจาะจงกลุ่มเป้าหมายแคบๆเอาไว้ก่อน

พยายามเจาะจงกลุ่มเป้าหมายแคบๆเอาไว้เพื่อให้เรามีโอกาสที่จะเรียนรู้กลุ่มเป้าหมายของเราได้มากที่สุด โอกาสที่จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริงๆก็มีมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้มักพร้อมที่จะซื้อสินค้าของเราอยู่แล้ว ยิ่งเราโฟกัสลงมาเท่าไหร่ เราก็ยิ่งได้ลูกค้าจริงๆมากขึ้นเท่านั้น และราคาโฆษณาของเราก็ถูกลงตัวเพราะไม่ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณาให้กับการแสดงโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายกว้างๆที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีกำลังซื้อหรือไม่หรืออาจไม่ได้สนใจสินค้าของเราจริงๆก็ได้ และทำให้เราได้ลูกค้าโดยที่จ่ายเงินค่าลงโฆษณาน้อยลงเพราะเราเลือกได้ว่าต้องการให้โฆษณาแสดงไปยังสายตาของผู้ใช้ที่ต้องการซื้อสินค้าของเราจริงๆ ไม่ใช่กลุ่มคนทั่วไปที่อาจสนใจหรือไม่สนใจสินค้าของเราก็ได้

2.โฟกัสกลุ่มเป้าหมายเดียวกับคู่แข่ง

หากสินค้าของเราไปตรงกับสินค้าของใครหรือมีความคล้ายคลึงกับสินค้าของเจ้าอื่นๆ ให้เรารีบไปส่องสินค้าของเจ้านั้น หาข้อดีข้อเสียของเขา พยายามปิดข้อเสียทั้งหมดในสินค้าของเราและเพิ่มข้อดีเข้าไปให้มากที่สุด จากนั้นก็ใช้กลุ่มเป้าหมายเดียวกับคู่แข่งรายนั้นไปเลย หรือเข้าไปศึกษากลุ่มเป้าหมายของคู่แข่งที่ขายสินค้าและบริการประเภทเดียวกับเราจากนั้นนำมาวางแผนสำหรับสินค้าของเรา เป็นวิธีที่ได้ผลมากโดยที่เราไม่ต้องลองผิดลองถูกเองหรือจ่ายเงินไปกับการซื้อข้อมูลทางการตลาด

3.Customer Persona

ข้อมูลที่ได้จาก Audience Insights อีกประเภทนั่นก็คือข้อมูลที่เรียกว่า Customer Persona ซึ่งข้อมูลตรงนี้เราจะนำมาใช้ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจากการใช้ข้อมูลส่วนตัวรายคนของกลุ่มเป้าหมายของเรา ซึ่งเราได้รับข้อมูลนี้มาจากการสร้างด้วย Audience Insights ที่มาจากการวิเคราะห์เพศ อายุ การศึกษาและข้อมูลส่วนตัวต่างๆจากผู้ใช้งานแต่ละคนเพื่อนำมาวางแผนโฆษณาไปยังกลุ่มผู้ใช้ประเภทเดียวกัน การทำ Customer persona จะทำให้เรารู้จักความเป็นอยู่ของกลุ่มเป้าหมายของเรามากขึ้น ช่วยให้เราเห็นลักษณะอาชีพ ความสนใจ การศึกษาและสถานะความสัมพันธ์ ซึ่งนำมาสรุปเป็นภาพรวมให้เรานำไปโฟกัสกลุ่มเป้าหมายในการกระจายโฆษณาเพิ่ม ช่วยให้เราเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่สนใจสินค้าของเราจริงๆ ไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อแสดงโฆษณาไปกับคนที่ไม่มีคุณสมบัติที่สามารถเป็นกลุ่มลูกค้าของเราได้

สรุปการนำ Audience Insights มาใช้ประโยชน์

Audience Insights เป็นตัวที่นำมาวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายที่เรามีอยู่ว่ามีโอกาสมากน้อยเพียงใดที่จะเข้ามาซื้อสินค้าและบริการที่เราขาย โดยให้ข้อมูลภาพรวมของกลุ่มเป้าหมายของเรา ไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศ สถานะความสัมพันธ์ อาชีพ สถานที่ตั้ง ภาษา รวมไปถึงข้อมูลทางการศึกษาและข้อมูลอื่นๆ ซึ่งเราสามารถการันตีได้ว่ากลุ่มเป้าหมายของเราเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้องมากน้อยเพียงใดโดยตรวจสอบได้จากเพจที่กลุ่มเป้าหมายของเราไปกดไลค์เพื่อดูว่าเพจดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสินค้าของเราหรือไม่ ถ้าเกี่ยวข้องกัน ก็แสดงว่ากลุ่มเป้าหมายของเราถูกต้องไม่มีความผิดเพี้ยน เราก็สามารถหากลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมเพื่อสร้างฐานลูกค้าที่มากขึ้นด้วยการใช้ข้อมูลของกลุ่มเดิมที่เรามีอยู่มากำหนดกลุ่มเป้าหมายเมื่อต้องการลงโฆษณา ทำให้การลงโฆษณาของเราได้กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง ช่วยให้เราจ่ายค่าโฆษณาอย่างคุ้มค่า ได้ลูกค้าตัวจริงที่สนใจสินค้าของเรา ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณาได้เยอะมาก ทำให้เรานำเงินมาลงโฆษณาได้อย่างคุ้มค่า และได้ลูกค้าจริงๆกลับมา ดังนั้นในการลงโฆษณากับ Facebook สิ่งแรกที่เราจะต้องเรียนรู้นั่นก็คือเครื่องมือ Audience Insights ที่จะช่วยให้เราวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายจริงๆของเราได้ก่อนที่เราจะกำหนดกลุ่มลงไปในระหว่างการสร้างโฆษณา สำหรับมือใหม่ในการทำโฆษณาหรือเจ้าของร้านค้าออนไลน์ที่อยากประสบความสำเร็จในกิจการของตัวเอง การใช้เครื่องมือตัวนี้จะทำให้เรามีโอกาสสูงมากที่จะทำให้เราได้ลูกค้ามาซื้อสินค้าจริงๆ

วิธีลงโฆษณา Facebook มือใหม่สำหรับเจ้าของร้านค้าออนไลน์

การลงโฆษณาใน Facebook ปัจจุบันหลายคนทราบดีว่าเราสามารถลงโฆษณากับ Facebook ยากขึ้น เนื่องจากการลงโฆษณา Facebook มีกฎเกณฑ์และขั้นตอนมากมายที่เราจะต้องศึกษาและปฏิบัติตาม ซึ่งที่เป็นแบบนี้เพราะว่ามีคนพยายามที่จะโกง Facebook พยายามจะลงโฆษณาในรูปแบบต่างๆที่หลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์และหลบหลีกการจ่ายเงิน จึงส่งผลกระทบต่อผู้สนใจหน้าใหม่ที่อยากจะลงโฆษณาโปรโมทสินค้าหรือแบรนด์ของตนเอง ทำให้การลงโฆษณากับ Facebook ทำได้ยากขึ้น แต่สำหรับใครที่มั่นใจว่าสินค้าหรือแบรนด์ของตนเจ๋งจริงก็ไม่ต้องกังวล เพราะเรายังสามารถเรียนรู้ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆของ Facebook เพื่อสร้างโฆษณาของเราได้ โดยบทความนี้จะเหมาะสำหรับผู้ลงโฆษณาหน้าใหม่ที่เป็นเจ้าของร้านค้าออนไลน์และอยากโปรโมทร้านของตนและทำยอดขายจากผู้ใช้งาน Facebook ถ้าพร้อมแล้วมาลุยกันเลย

งบประมาณหรือค่าใช้จ่ายในการโฆษณาที่ต้องจัดเตรียมเอาไว้

ผลลัพธ์ของยอดขายสินค้าของเรา แน่นอนว่าจะเป็นผลมาจากการโฆษณา ซึ่งงบประมาณที่เราต้องตั้งเอาไว้สำหรับการโฆษณาจะมีผลต่อการเข้าถึงโฆษณาและตัวสินค้าของเรา โอกาสที่ผู้ซื้อจะเข้ามาสั่งซื้อสินค้าของเรามาจากลักษณะโฆษณาและค่าใช้จ่ายในการโฆษณาทั้งสิ้น ถือได้ว่าเป็นต้นทุนที่สำคัญ โดยทั่วไป ถ้าเราอยากให้โฆษณาของเราเห็นผลลัพธ์ชัดเจน ค่าโฆษณาต่อวันที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 100 บาทขึ้นไป และเราจะต้องใจเย็น ไม่ปรับเปลี่ยนลักษณะของการออกแบบโฆษณาและกำหนดกลุ่มเป้าหมายบ่อยเกินไป จะต้องมีการรอจนกว่าโฆษณาตัวนั้นจะทำลูกค้าให้เราได้ เราจะต้องมีการวัดผลกำไรขาดทุน โดยนำค่าใช้จ่ายในการโฆษณามาคำนวณกับกำไรที่ขายสินค้าได้แต่ละชิ้นด้วย วิธีที่ดีในการดูว่าโฆษณาได้ผลหรือไม่ อาจรอให้งบค่าใช้จ่าย จ่ายไปไม่ต่ำกว่า 1 ถึง 5 พันบาทเสียก่อน แล้วเราค่อยกลับมาดูว่าได้กำไรหรือขาดทุนจากการลงทุนโฆษณาดังกล่าว และงบโฆษณาดังกล่าวยังทำให้เราเห็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงมากขึ้น ทำให้เราเก็บข้อมูลไปกำหนดกลุ่มเป้าหมายในการโฆษณาของเราได้ง่ายขึ้น ดังนั้นครั้งแรกในการลงโฆษณาแต่ละตัว เราอาจจำกัดงบไว้ที่ประมาณ 1 ถึง 5 พันบาท หลังจากนั้นก็หยุดพิจารณาหากลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงในการซื้อสินค้าของเรา อาทิเช่น เพศ อายุ การศึกษา สถานะความสัมพันธ์ และอื่นๆ และนำข้อมูลที่ได้เหล่านี้ไประบุกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนขึ้นในการลงโฆษณาครั้งต่อไป

ลักษณะของโฆษณาของ Facebook

Facebook มีลักษณะโฆษณาให้เลือกสำหรับคนที่ต้องการนำสินค้าหรือแบรนด์เข้ามาตีตลาดโซเชียวมีเดีย โดยหลักๆมีโฆษณาจำนวน 2 แบบที่เราสามารถเลือกและบิตราคาแข่งขันได้ ซึ่งได้แก่ โฆษณาแบบบูสโพสและโฆษณาแบบไม่แสดงในเพจ โดยโฆษณาทั้งสองแบบนี้มีความแตกต่างกันในการแสดงผลและการหากลุ่มเป้าหมาย Facebook จะเลือกกลุ่มเป้าหมายของโฆษณาทั้งสองแบบให้กับเราไม่เหมือนกัน

โฆษณาประเภท Boost Post

เป็นลักษณะการโฆษณาที่เราต้องการกระตุ้นให้โพสของเราได้รับการตอบกลับจากผู้ใช้งาน Facebook โดยเน้นให้มีการกดถูกใจ กดแชร์และเข้ามาแสดงความคิดเห็นในโพสหรือสินค้าที่เราโพสเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เป็นการโฆษณาที่สามารถนำมาสร้าง Viral Marketing ได้ เพราะทำให้เกิดการพูดถึงและกระจายข่าวของตัวสินค้าผลิตภัณฑ์ของเราได้อย่างรวดเร็ว การโฆษณาลักษณะนี้เป็นการสร้างการเข้าถึงโพสของเราได้รวดเร็วมาก ทำยอดขายได้ดีและมักเห็นผลทันทีโดยไม่ต้องรอหลายวัน โดยทั่วไปแล้วเราสามารถโฆษณาแบบ Boost Post ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับโฆษณาแบบบทความ, Infagraphics และข่าวต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแสดงความคิดเห็น การกดถูกใจและมีการแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว ซึ่งโฆษณาประเภทนี้ไม่เหมาะสำหรับการขายสินค้า เพราะไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้งาน Facebook ได้ดีเท่าที่ควร ผู้ใช้งานมักไม่ให้ความสนใจกับการโฆษณาลักษณะของการขายตรงมากนัก

โฆษณาแบบไม่แสดงในหน้าเพจ

สำหรับการโฆษณาแบบไม่แสดงผลในหน้าเพจหรือเป็นคนละแบบกับการ Boost Post โดย Facebook เปิดโอกาสให้มีการโฆษณาลักษณะนี้ได้หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มยอดคนเข้าชมวิดีโอ เพิ่มผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเรา การติดตั้งแอปพลิเคชัน หรือโฆษณาลักษณะ Lead Generation ก็สามารถลงโฆษณารูปแบบนี้ได้ โฆษณาลักษณะนี้แหละที่เหมาะสำหรับผู้ประกอบการร้านค้าออนไลน์มากๆ ช่วยให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายรูปแบบ ไม่เพียงแต่คนที่ชอบกดไลค์หรือกดถูกใจโพสของเราเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมคนทุกประเภทใน Facebook ที่อาจเป็นลูกค้าของเราได้ ซึ่งช่วยให้เรามีโอกาสนำสินค้าไปจำหน่ายให้กับคนทุกกลุ่ม ด้วยข้อดีที่ทำให้เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้งานทุกประเภท เราสามารถเก็บข้อมูลได้อย่างละเอียดว่ากลุ่มผู้ใช้งานที่แท้จริงที่มีกำลังในการซื้อสินค้าของเราเป็นใครบ้าง ยิ่งเราสามารถเก็บได้ว่าลูกค้าของเราเป็นเพศใด ลักษณะการศึกษา อายุ เราก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มากำหนดเป้าหมายได้อย่างครบครัน นี่แหละคือข้อดีของการทำโฆษณาในรูปแบบที่ไม่ใช่การ Boost Post เพราะจะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่ม และเจอลูกค้าที่เป็นผู้ซื้อตัวจริง ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ชอบมากดไลค์กดแชร์หรือแสดงความคิดเห็นเพียงอย่างเดียว

สร้างโฆษณาหลายๆแบบ

สิ่งที่หลายคนยึดติดกับการทำธุรกิจนั่นก็คือการสร้างโฆษณาแบบเดิมๆและใช้โฆษณาตัวนั้นเพียงตัวเดียวเพื่อรันไปเรื่อยๆ เพราะเห็นผลลัพธ์ที่ดีและมีกำไรจากโฆษณาตัวนั้น แต่หารู้ไม่ว่าการสร้างโฆษณาออกมาเพียงตัวเดียวและรันโฆษณาปล่อยไว้โดยไม่สนใจว่าผลลัพธ์ของมันจะเป็นอย่างไร รู้เพียงแต่ว่าได้กำไร เป็นวิธีการที่ทำให้เราเสียเปรียบในการทำธุรกิจมากๆ เพราะเราไม่เห็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงว่าใครที่สนใจโฆษณาของเรา ไม่สามารถแยกแยะอะไรได้ว่าโฆษณาแบบใดที่เห็นผลดีที่สุด ไม่สามารถเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้เราได้ เพราะเราไม่มีอะไรที่นำมาเปรียบเทียบเพื่อปรับปรุงผลลัพธ์ของเราให้ดีขึ้น ดังนั้นทางที่ดีสำหรับวงการนี้คือให้เราสร้างโฆษณาเอาไว้หลายๆตัวเลย แต่ละตัวก็มีการกำหนดการเข้าถึงด้วยผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน หรือกลุ่มเป้าหมายเดียวกันหมดแต่มีลักษณะโฆษณาที่แตกต่างกันออกไปเพื่อรอดูผลลัพธ์ว่าโฆษณาหน้าตาแบบไหนที่ได้ผลดีที่สุด ทำให้เกิดความสนใจได้มากและใช้งบโฆษณาน้อยแต่ให้ผลลัพธ์ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าเราใส่ใจและลองสร้างโฆษณาแต่ละแบบแยกออกจากกัน จะทำให้เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนและเลือกแบบที่ได้ผลดีที่สุดมาใช้

การตั้ง Daily Budget

แน่นอนว่างบประมาณรายวันนั้นแต่ละคนก็สามารถตั้งงบของตัวเองได้ด้วยจำนวนเงินที่แตกต่างกันตามกำลังของแต่ละคนหรือตามระดับของกิจการ หลายคนเลือกที่จะให้ Facebook เข้ามาจัดการงบประมาณตรงนี้ให้กับเราโดยเว้นว่างเอาไว้ แท้จริงแล้วการวางต้นทุนในการโฆษณารายวันนั้นถือว่าสำคัญมาก เราไม่ควรละเลยช่องว่างตรงนี้ อย่างน้อยก็ควรใส่ไปเลยว่า 100 บาท หรือเท่าที่เรามีกำลังจ่าย หากได้ผลดีหรือไม่ได้ผลก็ให้รู้กันไปเลย หากไม่ได้ผลเราก็สามารถกลับมาแก้ปัญหาลักษณะโฆษณาและกลุ่มเป้าหมายของเราได้ทันเวลา แต่หากได้ผลดีแล้วเราก็สามารถกลับมาเพิ่มงบประมาณหรือกำลังจ่ายในแต่ละวันได้เพิ่มขึ้น

ลองใช้ Facebook Pixel

Facebook Pixel เป็นสิ่งที่ทุกคนมองข้าม เพราะในการแข่งขันกันทำธุรกิจ ต้องเจอกับคู่แข่งมหาโหดที่สามารถล้มเราได้เสมอ Facebook Pixel เป็นผลิตภัณฑ์ที่ Facebook มอบให้เราเพื่อนำมาใช้ในการเก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมายในการลงโฆษณา เป็นการติดตามพฤติกรรมผู้ใช้งาน โอกาสในการซื้อสินค้า ช่วยเก็บข้อมูลลูกค้ารายคนมาวิเคราะห์ให้กับเราเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเราจริงๆ ช่วยให้ได้เจอกับลูกค้าที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าของเรามากที่สุดและขายสินค้าไปยังลูกค้าเหล่านั้นได้จริง ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องศึกษา Facebook Pixel เพื่อมาช่วยให้แบรนด์ของเราพบเจอกับลูกค้าได้มากขึ้น และเพิ่มโอกาสทำยอดขายแบบก้าวกระโดดอย่างไม่น่าเชื่อ

ต้องรู้จัก Facebook Remarketing

เจ้าของร้านค้าออนไลน์หลายคนคงทราบดีว่าลูกค้าหลายคนที่เข้ามาร้านของเรานั้นไม่ได้ซื้อสินค้าโดยทันที หลายคนกลับไปตัดสินใจก่อนที่จะซื้อสินค้าใดๆ หลายๆคนก็อาจจะเลือกแล้วเลือกอีกแต่ก็ยังไม่ได้ซื้ออาจเป็นเพราะพวกเขาไม่พร้อมที่จะซื้อในตอนนั้น อาจเป็นเพราะกำลังเงินหรือไม่มีความจำเป็นต้องใช้ แต่หลายๆคนที่กลับไปคิดก็อาจจะอยากซื้อขึ้นมาในภายหลัง แต่ก็ไม่สามารถหาร้านของเราเจอได้อีก ดังนั้น Facebook Remarketing จะเข้ามาช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ โดย Facebook ได้สร้าง Facebook Remarketing เข้ามาช่วยเก็บรายละเอียดของผู้ใช้งานแต่ละคนที่ตอบสนองต่อโฆษณาของเรา มีผู้ใช้งานคนใดบ้างที่มีโอกาสสนใจสินค้าของเราจริงๆ โดยใช้เกณฑ์ของ Facebook ในการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้รายนั้น หากมีแนวโน้มที่จะสนใจโฆษณาของเราก็จะใช้วิธีการนำมาแสดงผลให้กับผู้ใช้รายนั้นเห็นได้อีกซ้ำๆ จากการเก็บสถิตินั้นโอกาสที่ผู้ใช้งานเห็นสินค้าของเราและมีแนวโน้มสนใจแต่ไม่ได้ซื้อในทันที เมื่อผู้ใช้งานคนดังกล่าวกลับมาเห็นสินค้าอีกครั้ง ก็มีโอกาสสูงมากที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าของเรา ในความเป็นจริงก็เป็นไปได้เช่นกัน เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเราเอง อยู่ๆเห็นโฆษณาสินค้าขึ้นมาเมื่อเรานั่งอ่านสเตตัส Facebook อยู่ คงมีคนส่วนน้อยที่สนใจและให้ความสำคัญกับโฆษณาสินค้าที่เราเห็นเพียงครั้งแรก แต่หากเรามาคิดแล้วคิดอีกและหาเหตุผลที่จะซื้อเอาไว้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเห็นโฆษณาตัวนั้นอีก เราก็พร้อมที่จะซื้ออย่างแน่นอน ดังนั้นการใช้ Facebook Remarketing มีประโยชน์มากในการวัดแนวโน้มของลูกค้าที่สนใจสินค้าของเราจริงๆ และนำเสนอสินค้าจนเราสามารถขายสินค้าได้

สำหรับเจ้าของร้านของออนไลน์ที่ใหม่สำหรับการลงโฆษณา Facebook นั้น ถ้าได้ลองทำโฆษณาตามขั้นตอนข้างต้น รับรองว่าไม่กี่วันคุณจะเปลี่ยนจากมือใหม่เป็นมือโปรได้เลย เพราะขั้นตอนดังกล่าวค่อนข้างละเอียดมากสำหรับคนที่สนใจอยากทำแบรนด์หรือสร้างยอดขาย มีเนื้อหาที่ค่อนข้างครบถ้วน พร้อมทั้งยังแนะนำเครื่องมือที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ใช้งานอีกด้วย ทั้ง Facebook Pixel ที่เป็นผลิตภัณฑ์เก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมายของเรา สามารถนำไปกรองคนที่จะเห็นโฆษณาของเราได้ พร้อมทั้งตัว Facebook Remarketing ที่จะเพิ่มโอกาสการขายสินค้าไปยังคนที่สนใจสินค้าของเราอยู่แล้ว ซึ่ง Facebook มีกลไกในการวัดความสนใจระหว่างผู้ใช้งานกับโฆษณาของเรา ช่วยให้เรามีโอกาสในการขายสินค้าได้ไม่แพ้การลงโฆษณาในลักษณะการแสดงผลลัพธ์การค้นหาเลย

เทคนิคทำ SEO ให้ขึ้นหน้า 1 ของ Google

SEO (Search Engine Optimization) คือ การทำอันดับในเครื่องมือค้นหาไม่ว่าจะเป็น Google, Bing หรือ Yahoo แต่โดยทั่วไปสำหรับประเทศไทยบ้านเรา การทำ SEO ต้องยอมรับว่าทุกคนจะต้องเน้นเอาใจ Google ขาใหญ่ของเราเป็นหลัก เพราะคนไทยใช้ Google มากกว่า ดังนั้นในการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับเครื่องมือการค้นหานั้น เราจะต้องทราบว่า Google ต้องการอะไร ต้องทำอย่างไรที่จะให้ Google จัดอันดับเว็บของเราในอันดับต้นๆ ซึ่งการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ขึ้นหน้า 1 Google นั้นเป็นวิธีการที่คุ้มค่ามาก เพราะประเทศไทยบ้านเราคนใช้ Google มากเป็นอันดับ 1 ซึ่งการทำ SEO นั้นเป็นกลยุทธ์ในการสร้างช่องทางให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายและยังเป็นวิธีการได้ผลอย่างยั่งยืนด้วย เพราะเมื่ออันดับเว็บไซต์ของเรา อยู่ในหน้าแรกๆหรือติดอันดับต้นๆแล้ว การรักษาอันดับย่อมง่ายดายกว่าทำอันดับเพื่อไต่ขึ้นมาอย่างแน่นอน ดังนั้นใครที่มาสายนี้แล้ว ขอให้ตั้งใจทำต่อไปจนกว่าจะเห็นผล

สิ่งที่ Google พิจารณาจากเว็บไซต์ของเรา

โดยทั่วไปการจัดอันดับให้เว็บใดๆขึ้นมาติดอันดับแรกๆในผลการค้นหานั้น Google จะมีเกณฑ์ในการพิจารณาอยู่หลักๆได้แก่ ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์, คุณภาพของ Backlinks ที่ส่งกลับมายังเว็บของเรา และโซเชียวมีเดีย ซึ่งเราจะต้องมีการปรับให้เว็บของเราตรงทั้ง 3 เกณฑ์นี้เพื่อที่จะหาโอกาสในการขึ้นอันดับแรกๆใน Google ให้ได้

ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์

เกณฑ์ข้อแรกที่ Google จะพิจารณาให้เว็บไซต์ของเราขึ้นไปอยู่อันดับแรกๆนั้น แน่นอนว่าจะต้องมาจากความน่าเชื่อถือ ซึ่งมีผลสูงสุดในการจัดอันดับ ไม่ว่าจะเป็นอายุโดเมนของเรา เว็บไซต์ของเราของก่อนตั้งมานานแค่ไหน จำนวนคนมาเข้ามาอ่านเนื้อหาของเว็บไซต์ของเรา โดยหัวข้อนี้มักจะเกี่ยวกับระยะเวลาที่เว็บไซต์ของเราก่อนตั้งมาเป็นหลัก ดังนั้นเราไม่สามารถทำอันดับได้ทันทีและรวดเร็วหากเว็บของเราเป็นเว็บใหม่ๆ เหตุผลที่มีข้อนี้เข้ามาพิจารณาอันดับเว็บไซต์เป็นเพราะว่าเคยมีเหตุการณ์ที่เว็บเกิดใหม่ ที่เนื้อหาเป็นในแนว SPAM จากนั้นก็ทำการยิง Backlinks เข้ามาอย่างรวดเร็วทีละมากๆ ทำให้ได้รับอันดับที่ดีจนได้ทราฟฟิกเข้ามามหาศาลมาก จนผู้ใช้งานของ Google เริ่มรู้สึกว่าการค้นหาด้วยเครื่องมือค้นหานี้เริ่มไม่สามารถไว้วางใจได้แล้ว เพราะค้นเท่าไหร่ก็เจอแต่พวก Spam เป็นหลัก Google จึงเริ่มมีการดูอายุของเว็บไซต์เพื่อนำมาพิจารณาในการจัดอันดับอีกด้วย

คุณภาพ Backlinks

คุณภาพของ Backlinks ที่ส่งกลับมายังเว็บไซต์ของเราถือว่าเป็นเกณฑ์อีกข้อที่นำมาใช้ในการจัดอันดับ Google และมีความสำคัญมาก หากเว็บไซต์ของเราไม่มี Backlinks ที่ส่งกลับมาเลย Google ก็จะไม่จัดอันดับให้เว็บของเราอยู่ในอันดับที่ดีเช่นกัน และการส่ง Backlinks กลับมานั้น เราจะต้องมั่นใจว่าเป็น Backlinks จากเว็บไซต์คุณภาพดีและมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ของเรา หากมี Backlinks ที่ส่งกลับมาจากหน้าเว็บที่ไม่เกี่ยวข้องกับเว็บของเรานั้น ก็จะมีคุณภาพน้อยหรืออาจไม่มีผลต่อการจัดอันดับเลย เทคนิคที่ดีในการสร้าง Backlinks คุณภาพส่งกลับมานั่นก็คือการใช้วิธีการสร้างเนื้อหาใหม่ๆจากเว็บอื่นๆเพื่อปรับให้เนื้อหามีความเกี่ยวกับกับเว็บไซต์ของเรา แล้วติดลิงค์เว็บของเราเพื่อส่งกลับมาทำให้เราได้รับ Backlinks คุณภาพที่ช่วยส่งเสริมให้เว็บไซต์ของเรามีอันดับที่ดี

โซเชียลมีเดีย

หลายคนที่อยู่ในวงการ SEO ยังไม่ทราบกันว่า Social Media นั้นมีผลต่อการจัดอันดับการค้นหาใน Google ของเราได้ด้วย เนื่องจาก Google ให้สำคัญกับการแชร์ลิงค์เว็บไซต์ของเราไปยัง Social Media มาสักพักแล้ว โดยยอดการแชร์ การกดถูกใจ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ Google นำมาพิจารณาร่วมด้วย ทำให้เว็บไซต์ของเรามีอันดับที่ดีขึ้นไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็น Facebook Instagram Line หรือจะเป็น Twitter เราก็สามารถเข้าไปสร้างการแชร์และกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมการแสดงความคิดเห็นและกดถูกใจ เพื่อให้ Google มองว่าเว็บไซต์ของเรานั้นได้รับความสนใจจากคนในโลกออนไลน์อย่างมาก

การทำ SEO ให้ขึ้นหน้าแรกใช้เวลาเท่าไหร่

หลายคนที่คาดหวังจะเห็นผลลัพธ์ที่รวดเร็วในการทำอันดับด้วยการทำ SEO ให้ขึ้นหน้าแรก Google ซึ่งผลลัพธ์ที่รวดเร็วนั้น แน่นอนว่าหากเว็บไซต์ของเรายังใหม่อยู่และต้องเจอกับคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันสูงๆ เราก็แทบจะไม่มีโอกาสที่จะขึ้นหน้าแรก Google เลย โดยทั่วไปคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันไม่ได้มากนัก การทำอันดับก็มักอยู่ในประมาณ 6 เดือน แต่หากการแข่งขันสูง เราจะต้องมีการต่อสู้กับเจ้าใหญ่ๆ มีการทำ Backlinks โปรโมทเว็บในโซเชียวมีเดีย และใช้ระยะเวลาให้เว็บไซต์ของเราดูมีความน่าเชื่อถือ โดยยังต้องมีการอัพเดตเนื้อหาเว็บไซต์ใหม่ๆอยู่เสมอ หลายๆเว็บก็อัพเดตใหม่เป็นประจำทุกวันเพื่อเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์มีโอกาสขึ้นหน้าแรก Google ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยทั่วไปหากเป็นคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันหนักๆนั้น มักจะต้องใช้ระยะเวลานานเป็นปีถึงจะทำให้เว็บไซต์ของเราขึ้นหน้าแรกได้ ซึ่งระยะเวลาก็มีความสำคัญมากในการทำอันดับ

สูตรเด็ดที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราอยู่ในหน้าแรกของการค้นหา

สำหรับตอนนี้ถือว่าเป็นตอนที่ใครๆก็อยากรู้ เพราะเราได้รวบรวมสูตรเด็ดและวิธีการที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นหน้า 1 ของ Google มาให้แล้ว โดยสูตรนี้ถือเป็นสูตรเด็ดที่ใครรู้แล้วก็ต้องลองเอาไปใช้ รับรองว่าได้ผลจริงๆ ถ้าใช้แล้วได้ผลก็ให้ใช้สูตรนี้ต่อไป สามารถทำอันดับได้ทั้งหน้าหลักของเว็บไซต์และหน้าย่อยอื่นๆไปพร้อมกันก็ได้ โดยทั่วไปเราจะต้องพิจารณาตั้งแค่คีย์เวิร์ด ซึ่งหัวข้อของบทความต้องประกอบด้วยคีย์เวิร์ดหลักที่เราอยากให้คนค้นหาเจอ คีย์เวิร์ดเหล่านั้นจะต้องหาเจอในย่อหน้าแรกของบทความที่เราเขียน รวมไปถึงการปรับรูปแบบ url การทำ url ภาษาไทยจะได้ผลดีที่สุด พยายามอย่าทำให้ url ของเรายาวและจำยาก ถ้าไม่สามารถปรับ url ให้อยู่ในรูปภาษาไทยได้ก็ต้องเป็น url ที่สั้นๆเอาไว้ก่อน

หัวข้อบทความต้องมีคีย์เวิร์ดสำคัญ

หากคุณรู้แล้วว่าบทความของคุณจะต้องให้มีการค้นเจอโดยวิธีใด คุณจะต้องเริ่มโดยการเพิ่มคีย์เวิร์ดนั้นเอาไว้ในหัวข้อบทความได้เลย เพราะ Google จะทราบว่าจะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกค้นเจอโดยคีย์เวิร์ดใดได้บ้าง ซึ่งตรงนี้สำคัญมากสำหรับการทำอันดับ ยิ่งเป็นคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันกันมาก หากบทความของเราขาดคีย์เวิร์ดดังกล่าวไป Google จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะจัดอันดับเว็บไซต์ของเราให้ขึ้นหน้า 1 ในคีย์เวิร์ดใดได้บ้าง โอกาสที่เว็บไซต์ของเราไปแสดงในผลการค้นหาในคีย์เวิร์ดที่คาดหวังจึงมีน้อย แม้ว่าเราจะพยายามมากแค่ไหนที่จะทำอันดับด้วยวิธีต่างๆ ก็อาจได้ผลลัพธ์ไม่เท่ากับการใช้คีย์เวิร์ดไว้บนหัวข้อเนื้อหา

ปรับคำหลักที่อยากให้ค้นเจอให้มีในย่อหน้าแรก

ในบทความที่เราเขียน เราสามารถใส่คำและบรรยายอะไรไปได้เยอะมาก แต่สิ่งสำคัญที่เราห้ามลืมเพื่อให้บทความของเรามีอันดับที่ดีในคีย์เวิร์ดที่เราต้องการนั่นก็คือการนำคำหลักมาไว้ในย่อหน้าแรกของบทความ เพื่อให้ Google เข้าใจว่าบทความของเรามีความเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดที่ต้องการทำอันดับอย่างแท้จริง ซึ่งหากบทความของเราขาดคีย์เวิร์ดสำคัญในย่อหน้าแรกไป ก็ยิ่งทำให้ Google มองว่าบทความของเราไม่มีความเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดดังกล่าว ดังนั้นย่อหน้าแรกถือว่าสำคัญมาก ต่อให้เขียนเนื้อหายาวมากๆหรือเขียนแบบสั้นๆ ก็ไม่ควรพลาดที่จะวางคีย์เวิร์ดสำคัญไว้ในส่วนหนึ่งส่วนใดของเนื้อหา เพื่อกระตุ้นให้ Google จัดอันดับให้มีการค้นเจอจากคำดังกล่าวมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การปรับแต่ง url ของบทความ

อีกอย่างที่มีความสำคัญในการปรับเว็บไซต์ของเราให้มีผลดีต่อการจัดอันดับของ Google นั่นก็คือการปรับ url ของบทความให้สื่อถึงคีย์เวิร์ดสำคัญ โดยทั่วไป กลุ่มบล็อกหรือ CMS สำเร็จรูปมักมีปลั๊กอินตรงนี้ให้เราสามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งและใช้งานในฟรีในการปรับให้ url ของเราเป็นภาษาไทย อย่าง WordPress ก็เป็น CMS ที่ช่วยปรับตรงนี้ได้ดีมากๆ ดังนั้นอย่าเสียโอกาสนี้ ให้ปรับ url ของเราเป็นหัวข้อของบทความเสียเลย เพราะเรามักใส่คีย์เวิร์ดในหัวข้อไว้แล้ว การนำไปทำ url ก็จะช่วยให้มีการค้นเจอจากคีย์เวิร์ดดังกล่าวได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ถ้าเราไม่สามารถปรับ url เป็นภาษาไทยได้นั้น ทางเลือกที่ดีในการแก้ปัญหาคืออาจใช้ url ภาษาอังกฤษ โดยนำคีย์เวิร์ดหลักในภาษาไทยมาแปลเป็นภาษาอังกฤษและใช้สร้างเป็นชื่อไฟล์ html หรือชื่อ url ของเราไปเลย เนื่องจาก Google ทราบดีว่าคีย์เวิร์ดทั้งไทยและอังกฤษสามารถแปลสลับกันไปมาได้ และรู้ว่าหน้าเว็บใดที่แสดงผลเป็นภาษาใด แต่ไม่ว่าอย่างไรหากเราสามารถทำให้ url เป็นภาษาไทยได้จะได้ผลดีที่สุดในการจัดอันดับการค้นหา

ปรับให้เว็บสามารถดูได้ในโทรศัพท์

อีกอย่างที่หลายๆเว็บไซต์กำลังทำกันตอนนี้นั่นก็คือการปรับให้เว็บไซต์สามารถดูได้ในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสำหรับนักพัฒนาเว็บไซต์คงทราบดีว่ามี Framework ออกมาเยอะแยะมากมายให้เราสามารถพัฒนาเว็บไซต์ให้รองรับกับระบบมือถือได้ และสามารถเปิดได้ดีในมือถือ Google จะให้การจัดอันดับที่ดีสำหรับเว็บไซต์ที่สามารถเข้าชมได้อย่างสมบูรณ์บนมือถือ หากเราลองค้นหาข้อมูลใน Google มีหลายครั้งที่คำที่ใช้ในการค้นหานั้นเป็นคำเดียวกัน แต่อันดับจากการค้นหาบนมือถือและอันดับจากการค้นหาในเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ตรงกัน ด้วยเหตุนี้เราจึงทราบกันได้เลยว่าเว็บไซต์ที่สามารถเปิดอ่านได้จากมือถือจะมีโอกาสที่จะได้รับการจัดอันดับบนโทรศัพท์มือถือได้ดีกว่าและเพิ่มช่องโอกาสในการค้นเจอมากกว่าด้วย ซึ่งเราจะต้องให้ความสำคัญกับการเปิดเว็บจากมือถือให้มาก เพราะว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ไม่ได้มาจากคอมพิวเตอร์เหมือนในอดีต แต่ส่วนใหญ่มาจากมือถือแทบทั้งหมด คนใช้มือถือกันตลอดเวลา โดยทั่วไปมักมีการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อทำงาน แต่กลับใช้โทรศัพท์มือถือในการเปิดเว็บและสื่อบันเทิงกันมากขึ้น

ลิงค์ภายในเว็บไซต์

Google จะชอบเว็บไซต์ที่มีการลิงค์หากันเองในหน้าเพจ โดยเป็นการลิงค์ภายในเว็บไซต์เดียวกัน อาจเป็นการลิงค์หาบทความที่เกี่ยวข้องหรือลิงค์แนะนำบทความอื่นๆที่ควรอ่านต่อก็ได้ เนื่องจาก Google มองว่าเป็นการสร้างการเข้าถึงที่ง่ายขึ้นให้กับผู้ใช้งานเว็บไซต์ของเรา ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของเนื้อหาและหาคำตอบได้มากขึ้นจากข้อมูลเดิมที่มีอยู่ ถ้าเราไม่เข้าใจหลักการนี้ ขอแนะนำให้เข้าเว็บ Wikipedia และมองหาบทความสักหัวข้อ ลองเปิดอ่านดูและอ่านไปเรื่อยๆ จะเห็นว่า Wikipedia มีการเพิ่มลิงค์ภายในของคีย์เวิร์ดสำคัญต่างๆเอาไว้เยอะมาก ช่วยให้คนที่เข้ามาสามารถเปิดเข้าไปดูได้ง่าย ยังถือได้ว่าเป็นการย้ำคีย์เวิร์ดให้ Google มองบทความของเราในทางที่ดีอีกด้วย

ใช้บทความคุณภาพสูงในเว็บไซต์

สำหรับการเขียนบทความนั้นถือว่ามีความสำคัญมากๆ ไม่เพียงแต่เราจะเขียนให้มีคีย์เวิร์ดในย่อหน้าแรก หรือเขียนให้มีคีย์เวิร์ดสำคัญในหัวข้อเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญอีกประการที่เราจะต้องทำให้บทความเรามี นั่นก็คือคุณภาพของบทความ จะต้องเป็นบทความสดใหม่ ที่ไม่ได้มีการคัดลอกจากเว็บไซต์อื่นๆมาเผยแพร่ สิ่งในหัวข้อนี้สำคัญมาก การนำบทความจากเว็บอื่นๆมา แม้เราจะใส่อ้างอิง ก็ถือว่าเป็นบทความที่ซ้ำกันกับเว็บเหล่านั้น ทำให้ Google แทบจะไม่จัดอันดับให้เว็บไซต์ของเราอยู่ในอันดับที่ดีเลย ดังนั้นบทความสดใหม่เขียนเองสำคัญมาก นอกจากจะต้องเป็นบทความสดใหม่ที่เราเขียนขึ้นเองแล้ว สิ่งสำคัญในการเขียนบทความนั่นก็คือจำนวนคำของบทความ โดยทั่วไปบทความที่ดีที่จะทำให้ Google จัดอันดับให้บทความของเราอยู่ในอันดับต้นๆได้นั้นจะต้องมีจำนวนคำพอประมาณ ให้ดูตัวอย่างเว็บไซต์ Wikipedia เป็นตัวอย่างก็ได้ ไม่ว่าคีย์เวิร์ดไหน Wikipedia ติดอันดับต้นๆ แทบจะครองอันดับหนึ่งคีย์เวิร์ดหลักหมดทุกประเทศ นั่นเป็นเพราะจำนวนคำในบทความมีเยอะมากๆ ทำให้ Google จัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ดีเสมอ แต่ไม่ใช่ว่าจะเน้นจำนวนคำเยอะเสมอไป สิ่งสำคัญที่มาพร้อมกับบทความที่มาความยาวมากๆนั้นจะต้องเป็นประโยชน์ที่ผู้อ่านได้รับจากบทความของเรา Google รู้ดีว่าเว็บไซต์ใดที่ผู้ชมเข้าไปแล้วรีบถอยตัวออกกลับมาทันที เพราะเขียนเนื้อหาอ่านไม่ได้เรื่อง หรือเขียนวกไปวนไปจนไม่อยากเปิดอ่าน แต่หากเว็บไซต์ใดที่ได้เขียนบทความคุณภาพสูง ผู้อ่านเข้าไปอ่านแล้วได้ประโยชน์จากการอ่านบทความนั้น และใช้เวลาในบทความนั้นนานๆ Google จะเข้าใจเลยว่าบทความของเรามีคุณภาพสูงมาก ทำให้ Google ต้องการมอบประสบการณ์ที่ดีกับผู้ใช้งานจึงจัดอันดับเว็บไซต์ของเราให้อยู่ในอันดับต้นๆ ช่วยให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เว็บของเราก็จะขึ้นไปที่อันดับสูงขึ้นเรื่อยๆอย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปเว็บไซต์ที่ดีต้องมีความยาวของคำตั้งแต่ 500 คำขึ้นไปในแต่ละบทความ บางเว็บไซต์จัดเต็มเขียนบทความ บทความละ 1 พัน ถึง 3 พันคำต่อบทความไปเลย ทำให้ Google มองว่าเราได้พัฒนาคุณภาพของบทความที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้อย่างแท้จริงและจัดอันดับให้เว็บของเราอยู่ในอันดับที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทำ Guest Post เพื่อชวนคนหลั่งไหลเข้ามาเว็บไซต์ของเรา

เทคนิคอีกประการที่ใช้ในการเพิ่มผู้ชมและสร้าง Backlinks คุณภาพสูงกลับมายังเว็บไซต์ของเรา นั่นก็คือการทำ Guest Post หรือการสร้างเนื้อหาคุณภาพสูงไปโพสในบล็อกหรือเว็บไซต์ต่างๆที่เปิดโอกาสให้เราเข้ามาโพสฟรีและติด Backlinks เพื่อให้คนติดตามมายังเว็บของเราได้ อาทิเช่นการเขียนบทความใน Growthbee เป็นวิธีการหนึ่งในการทำ Guest Post โดยเราอาจจะเขียนบทความวิชาการหรือบทความให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ และติด Backlinks เอาไว้ นอกจากคนจะติดตามมาดูเว็บไซต์ของเราแล้ว เรายังได้ Backlinks คุณภาพสูงโดยที่ไม่ต้องลงทุนแม้แต่บาทเดียวอีกด้วย ขอเพียงให้เราผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพ คนอ่านได้ความรู้ก็เพียงพอแล้ว การทำ Guest Post ให้โอกาสเราในการติด Link เว็บไซต์ลงในบทความได้เลย ทำให้ผู้ชมเข้ามายังเว็บไซต์ของเราได้ง่ายในการคลิกลิงค์ระหว่างอ่านบทความ หากบทความของเรามีความน่าสนใจและเป็นประโยชน์ก็ย่อมมีผู้ติดตามกลับมาอยู่แล้ว นอกจากนี้การเลือกเว็บสำหรับทำ Guest Post นั้น เราจะต้องเลือกเว็บไซต์ที่เราเข้าไปเขียนบทความนั้นจะต้องเป็นเนื้อหาแนวเดียวกับเว็บของเราด้วย เพื่อให้เราได้ผู้ชมตรงกลุ่มเป้าหมาย และการจัดอันดับของ Google มีผลดีไปด้วย

การซื้อ Backlinks

ในอดีตการซื้อขาย Backlinks เป็นวิธีการที่ได้ผลมากที่หลายๆเว็บออกมาขาย Backlinks เพื่อให้เว็บไซต์ที่สนใจอยากทำอันดับที่ดีใน Google เข้ามาติด Backlinks แถมยังได้ผลดีมากๆ ทำให้เว็บไซต์ต่างๆ อันดับขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับติดจรวดไปเลย เพราะ Backlinks ที่ได้จากเว็บคุณภาพย่อมมาพร้อมกับความน่าเชื่อถือ แต่ในปัจจุบันนี้เราต้องยอมรับว่าการซื้อ Backlinks ไม่ได้ผลดีอีกต่อไป เพราะ Backlinks ที่ดีไม่จำเป็นต้องมาจากการซื้อขาย และการซื้อ Backlinks จากเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเราก็พลอยทำให้อันดับของเราตกหล่นลงไปอีกด้วย เราไม่จำเป็นต้องมองหาแหล่งซื้อขาย Backlinks เพื่อโปรโมทเว็บไซต์เหมือนเมื่อก่อน แต่เราสามารถผลิตเนื้อหาคุณภาพไปติดในเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อยิงลิงค์กลับมายังเว็บของเราก็ได้ แถมการทำเนื้อหาเพื่อไปสร้าง Guest Post ยังได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการซื้อ Backlinks อีกด้วย เราจึงไม่จำเป็นต้องไปซื้อ Backlinks อีกต่อไป ในเมื่อมีทางเลือกที่ดีกว่าแล้ว ที่สำคัญหากเราซื้อลิงค์มั่วๆจากเว็บต่างๆ ไม่ได้สนใจคีย์เวิร์ดสำคัญอะไรมากนัก หรือซื้อลิงค์จากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เกี่ยวข้องใดๆกับเว็บไซต์ของเราก็ไม่ได้ทำให้อันดับเว็บไซต์ของเราดีขึ้นแต่อย่างใด แถมยังไปทำลายอันดับของเว็บไซต์ที่ขาย Backlinks ให้กับเราอีกด้วย ทางที่ดีคือควรหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากวิธีนี้ไว้ก่อนจะเป็นการดีที่สุด

นอกจากนี้การทำ SEO ที่ดีและเหมาะสมสำหรับการเขียนบทความคุณภาพ เราไม่ควรใส่คีย์เวิร์ดเดิมๆเยอะเกินไปจนทำให้ผู้อ่านรู้สึกรำคาญและไม่อยากอ่านบทความของเรา ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้อ่านรำคาญเท่านั้น แต่ยังทำให้ Google ไม่ชอบอีกด้วย เพราะเหมือนกับการจงใจกระตุ้นให้ Google จัดอันดับเว็บของเราในคีย์เวิร์ดดังกล่าวมากเกินไป ทางที่ดีสำหรับการเขียนบทความ ให้เราใส่คีย์เวิร์ดอย่างเป็นธรรมชาติเสียดีกว่า อาจเจาะจงเน้นสักครั้งในย่อหน้าแรก จากนั้นก็เขียนบทความให้เป็นสไตล์การเขียนปกติได้เลย

4 บทเรียนจาก Google Adwords ที่ได้จากประสบการณ์การลงโฆษณาจริง

ถ้าพูดถึงการลงโฆษณา นักการตลาดทุกคนคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก Google Adwords ซึ่งเป็นแบรนด์โฆษณาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก โดยมีการแข่งขันสูสีกัน Facebook อย่างมากในปัจจุบัน แต่ข้อดีของการลงโฆษณากับ Google คือไม่มีอะไรที่ทดแทนได้ เนื่องจาก Search Engine เจ้าอื่นๆต่างก็ล่มกันไปหมดแล้ว เหลือแค่ Google รายเดียวเท่านั้นที่ยังแข็งแกร่งและมีผู้ใช้มากที่สุดอยู่ แม้จะมีการทำตลาดบน Facebook มากขึ้น แต่ Facebook ก็ไม่ได้หากลุ่มเป้าหมายได้ตรงตามความต้องการได้เท่ากับ Google ดังนั้นทำให้นักการตลาดยังต้องใส่ใจในการลงโฆษณา แต่คนที่จะประสบความสำเร็จในการลงโฆษณากับ Google นั้นย่อมต้องเปี่ยมล้นด้วยประสบการณ์ มีการลองผิดลองถูกมาจนเข้าใจกลไกโฆษณาและการหากลุ่มเป้าหมายได้ดี บางครั้งแม้เราจะประสบความสำเร็จในการลงโฆษณา Google Adwords ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะประสบความสำเร็จในการขายสินค้าและทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าเราได้เสมอไป ดังนั้นสิ่งเหล่านี้คือบทเรียนที่ดีสำหรับผู้เริ่มต้น เรามาเรียยรู้การลงโฆษณา Google Adwords ให้ได้ผลกันดีกว่าเพื่อโอกาสที่มากขึ้น โดยเรียนรู้จากประสบการณ์การลงโฆษณากันจริงๆไปเลย

เข้าใจคำศัพท์ Keyword และ Search Item

เบื้องต้นในการโฆษณากับ Google Adwords สิ่งที่เราจะต้องเตรียมไว้แน่นอนนั่นก็คือ Keyword ซึ่งเป็นคำโดดๆจำนวนกี่คำก็ได้ที่คาดหวังว่าลูกค้าของเราจะมาจากการค้นหาคำพวกนี้ในช่องการค้นหา อาทิเช่น เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอาง อาหารเสริม เป็นต้น ซึ่งคำพวกนี้แหละที่จะบ่งบอกว่ากลุ่มเป้าหมายของเราเป็นใคร เราอาจต้องมีการวางกลยุทธ์เพื่อนำ Keyword มาใส่ในการสร้างเคมเปญโฆษณา เราควรเลือก Keyword ทั้งหมดที่เป็นไปได้ว่าลูกค้าที่ค้นหาคำพวกนี้มีโอกาสซื้อสินค้าของเราเพื่อนำมาใส่ในระหว่างการสร้างเคมเปญ ซึ่งยิ่งเราหาคำได้มากเท่าไหร่ เราก็จะมีโอกาสได้กลุ่มเป้าหมายและจำนวนลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม Keyword ยังถือว่าเป็นแค่คำส่วนหนึ่งที่ลูกค้าพิมพ์ลงไปในประโยคที่ใช้ค้นหา อาทิเช่น เราใช้ Keyword คำว่ารองเท้า แต่เวลาลูกค้าพิมพ์เข้ามาจริงๆอาจจะพิมพ์ว่า รองเท้าลดราคา เป็นต้น ซึ่งคำว่า รองเท้าลดราคา ไม่ได้ถือว่าเป็น Keyword แต่เราเรียกประโยคทั้งชุดนี้ว่า Search Item นั่นเอง

สิ่งที่จะทำให้การโฆษณาของเราไม่ได้ผล

โฆษณาของเรามีโอกาสที่ได้รับผลตอบรับดีหรือแย่นั้นไม่ได้มาจาก Keyword เป็นหลัก บางครั้งเราใส่ Keyword ไว้ค่อนข้างดี มีคำค้นหาเยอะมากที่เกี่ยวข้องกับสินค้าของเรา เรามั่นใจแล้วว่าจะสามารถหาลูกค้าเข้ามาในเว็บไซต์ของเราได้มากที่สุด แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือมีคนจำนวนมากที่ทำโฆษณาไม่ได้ผล อันเนื่องมาจาก Search Item นี่แหละ แม้ Keyword ของเราจะดีเอามากๆ แต่พอมันมารวมเป็น Search Item กลับกลายเป็นว่าความหมายของมันผิดเพี้ยนไปจาก Keyword หรือกลุ่มเป้าหมายที่เราคาดหวังเอาไว้ ทำให้ได้กลุ่มคนที่คลิกโฆษณาเข้ามานั้นไม่ใช่ลูกค้าที่แท้จริงของเรา แถมเรายังต้องจ่ายค่าโฆษณาไปฟรีๆ หากเราไม่กรองข้อมูลตรงนี้หรือไม่ได้ติดตามผลลัพธ์การลงโฆษณา เราก็จะเสียเงินไปจำนวนมากกับการลงโฆษณาที่ไม่ได้ผลนั่นเอง ดังนั้นเราจึงต้องหาวิธีในการแก้ปัญหานี้ให้ได้

วิธีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับ Search Iterm

ในการแก้ปัญหาที่ดีคือให้เราสร้างกลุ่มโฆษณาออกเป็นกลุ่มต่างๆ ระบุคีย์เวิร์ดที่แตกต่างกันออกไป โดยเราจะทำให้เราเห็นรายงานของแต่ละกลุ่มโฆษณาได้ชัดเจนมากขึ้น เห็น Search Item แปลกๆที่เข้ามาเรื่อยๆ ในการค้นหาข้อมูลที่ใช้คำที่คิดว่าไม่มีทางเข้ามาซื้อสินค้าของเราแน่ๆเราจะเห็นทั้งหมดเลย วิธีการแก้ปัญหาให้เราค่อยๆตัดคำแปลกๆออกไปได้เลย อาจจะจัดคีย์เวิร์ดออกเป็นหมวดๆ และแต่ละหมวดจะไว้ในโฆษณา 1 กลุ่ม เพื่อดูว่ากลุ่มโฆษณาไหนมี Search Item แปลกๆ เราก็สามารถกรองออกไปได้ แต่หากพบว่ามี Search Item ในกลุ่มนั้นแทบทุกอันเข้ามาแปลกมาก นั่นแสดงว่าโฆษณากลุ่มนั้นใช้ไม่ได้ผลแน่นอน ถือว่าเป็นการกำหนดเป้าหมายที่ผิดพลาด เราจึงควรลบโฆษณากลุ่มนั้นทิ้งไปได้เลย เอาเวลามาโฟกัสกลุ่มโฆษณาอื่นดีกว่าเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เพียงเท่านี้เราก็สามารถประหยัดต้นทุนโฆษณาของเราไปได้เยอะ และเหลือโฆษณาที่ใช้ได้ผลจริงๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเสียเงินลงโฆษณาฟรีแล้ว

ประสบการณ์ลงโฆษณา Google Adwords ไม่ได้ผล

ประสบการณ์สำคัญที่ได้ลงโฆษณากับ Google Adwords ในระยะแรกนั่นก็คือเราเห็นผลลัพธ์ที่ดีมากๆ ทำให้ยอดขายของเราพุ่งกระจาย ทำเงินให้เรามหาศาล มีลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ ทำยอดขายได้มากขึ้นทุกวัน คนที่เริ่มต้นใหม่ก็เริ่มรู้ช่องทางแล้วว่าเรามีโอกาสรวยจากมันได้ไม่ยากเลย ดังนั้นหลายคนจึงเริ่มที่จะวางแผนเพื่อขยายแบรนด์ เพิ่มโอกาสการรับรู้เพื่อเพิ่มช่องทางใหม่ๆให้ลูกค้าเจอสินค้าของเรามากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนต้องคิดแบบนี้ ใครบ้างที่ประกอบธุรกิจแล้วไม่อยากขยายกิจการของตนออกไป ไม่มีแน่นอน หลายคนจึงเพิ่มช่องทางการเข้าถึงจากคำค้นหาแบบเดิมๆ มาเป็นการสร้างแบนเนอร์ การแสดงโฆษณาในหน้าเว็บ รวมไปถึงการทำโฆษณาแบบวิดีโอ ซึ่งอาจทำไปอย่างรวดเร็ว เพราะอยากหาช่องทางที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นจึงทำให้การลงโฆษณาแบบหลากหลายรูปแบบพร้อมๆกันไม่สามารถวัดผลที่แน่ชัดได้ว่าแบบใดกันแน่ที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีและทำให้ได้ลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าจริงๆ เชื่อว่าคุณเองที่เคยลงโฆษณากับ Google ใหม่ๆก็ต้องคิดเช่นนี้เมื่อเริ่มรู้สึกว่าสามารถทำยอดขายได้มากๆจากการลงโฆษณาใหม่ๆ เมื่อเราไม่สามารถวัดได้ว่าโฆษณาประเภทใดที่สามารถทำให้เราขายสินค้าได้จริงๆ ก็ย่อมทำให้เราเสียเงินค่าโฆษณาไปโดยเปล่าประโยชน์ จนหลายคนที่สร้างโฆษณาอย่างรวดเร็ว อาจเสียเงินค่าโฆษณาจนไม่สามารถทำยอดขายเพื่อสร้างกำไรมาทดแทนเงินที่เสียไปได้ และต้องล้มละลายจากการที่กำไรจากการขายสินค้าไม่พอจ่ายค่าโฆษณา สิ่งที่เราจะต้องกลับมาพิจารณาในการลงโฆษณานั่นก็คือ เราจะต้องทราบว่าอารมณ์และจิตวิทยาของคนมีความสำคัญในการเลือกดูโฆษณาและพิจารณาซื้อของ หากเป็นโฆษณาที่ปรากฎอยู่ในรายการค้นหานั้น หมายความว่าคนที่ค้นหาข้อมูลต้องการสินค้าชิ้นนั้นมากๆ จึงเจาะจงที่จะค้นหาลงไป แต่หากเป็นโฆษณา Youtube คนทั่วไปมักไม่ค่อยสนใจที่จะซื้อสินค้ามากนัก แต่การลงโฆษณา Youtube มีข้อดีคือช่วยสร้างการรับรู้เป็นหลัก จึงช่วยส่งผลดีต่อแบรนด์ของเราในระยะยาว ดังนั้นแม้จะไม่ได้สร้างยอดขายแบบทันทีทันใด เราก็ต้องมีการลงโฆษณารูปแบบเหล่านี้บ้าง รวมไปถึงการทำแบนเนอร์ก็เช่นกัน จะช่วยให้แบรนด์ของเราได้รับการรับรู้มากๆ แต่ไม่ว่าอย่างไรในเมื่อเราทราบแล้วว่าค่าโฆษณาของเรานั้นสูงกว่ากำไรที่เราได้รับ ก็ไม่สามารถทำให้ธุรกิจของเราสามารถเดินต่อไปได้ จึงต้องหาทางแก้ไขปัญหาตรงนี้เสียก่อน

หนทางในการแก้ปัญหาการขาดทุน

วิธีเดียวที่จะทำให้เราสามารถรู้สาเหตุการขาดทุนที่แน่ชัดได้นั้นในการลงโฆษณา เราจะต้องมีการแยกโฆษณาออกเป็นกลุ่มๆอย่างชัดเจน ไม่ควรยัดโฆษณาทุกรูปแบบไว้ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นผลลัพธ์การทำงานของโฆษณาและการตอบรับจากผู้ใช้อย่างชัดเจน มองเห็นได้เลยว่าการแสดงความคิดเห็นและอัตราการกดถูกใจแตกต่างกันอย่างไร โดยเฉพาะโฆษณาแบบวิดีโอที่ทำให้เราสังเกตุได้ง่ายมาก ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปวัดถึงขั้นว่าลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าเรามากน้อยเพียงใด แต่เราสามารถดูได้จากการตอบสนองกับโฆษณาของเราได้เลย อาทิเช่น โฆษณาแบบวิดีโอใน Youtube ที่ทำให้เราเห็นการตอบสนองจากผู้ใช้งานอย่างชัดเจน

ยอดขายไม่เกี่ยวกับว่าคุณจะประสบความสำเร็จ

จากที่มีการแบ่งกลุ่มเป้าหมายผู้ซื้อ โดยแบ่งผู้ซื้อออกเป็น 2 จำพวก คือกลุ่มคนที่เข้ามาซื้อของแบบทันทีทันใด โดยสั่งซื้อและชำระเงินทันที กลุ่มคนเหล่านี้คือผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากที่การันตีได้ว่าการลงโฆษณาของเราได้ผลดีมากน้อยเพียงใดและทำให้เราสามารถวางแผนการลงทุน อัตราส่วนการลงโฆษณาและการสั่งซื้อสินค้ามาตุนได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อมีการเก็บข้อมูลจะเห็นว่ามีกลุ่มคนอีกประเภทที่เข้ามาในเว็บแล้วไม่ได้สั่งซื้อเลย โดยเพียงหยิบของใส่ตะกร้าเอาไว้ก่อน จึงทำให้เจ้าของกิจการเครียดกับบุคคลประเภทนี้มาก เพราะพวกเขาตัดสนใจอยู่เรื่อยๆ ชำระเงินค่อนข้างช้า แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่ากลุ่มคนเหล่านี้เมื่อต้องการสั่งซื้อจะสั่งซื้อสินค้ามากกว่าคนที่ซื้อแบบทันทีทันใดมากถึง 3 เท่าเลยทีเดียว ด้วยผลลัพธ์ตรงนี้ จึงกระตุ้นให้เจ้าของกิจการหรือร้านขายของออนไลน์จะต้องมีการวางระบบทำตะกร้าสินค้าไว้ให้ดี สามารถช่วยให้ผู้ซื้อสามารถหยิบของมาวางในตะกร้าสินค้าเอาไว้ก่อน และเมื่อพวกเขากลับมาก็ต้องสามารถเพิ่มสินค้าอื่นๆที่ต้องการเข้าไปและทำการสั่งซื้อในภายหลัง ถือเป็นการวางกลยุทธ์อีกแบบที่ได้ผลในระยะยาว เพราะผู้ซื้อที่เข้ามาซื้อแบบทันทีนั้น มักจะถูกอกถูกใจสินค้าของเราชิ้นใดชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง แต่คนที่มาหยิบของใส่ตะกร้าเรื่อยๆ อาจจะชอบเดินซื้อของอยู่แล้วในชีวิตจริง ทำให้เลือกสินค้าหลายชิ้นจนกว่าจะพอใจถึงจะเข้าสู่การชำระเงินอย่างสมบูรณ์ ทำให้เราสามารถแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่มหลักๆได้เลย

การวัดผลก่อนการลงโฆษณา

ในการลงโฆษณากับ Google Adwords มีข้อได้เปรียบที่เราต่างรู้ดีคือเราสามารถวัดผลก่อนได้ด้วย Budget หรืองบประมาณที่จำกัดเพื่อตรวจสอบยอดขายของเรากับงบประมาณที่เรานำมาลงโฆษณา โดยวาง Budget ที่จำกัดให้กับตัวโฆษณานั้นๆ เมื่อได้ข้อมูลหักลบระหว่างค่าลงโฆษณากับกำไรจากยอดขายสินค้ามาเรียบร้อยแล้ว เราจะมีโอกาสที่จะใส่ Budget หรืองบประมาณรายวันตามจำนวนที่เราคาดหวังไว้ได้เลย ทั้งยังช่วยให้เราสามารถจัดเตรียมสินค้าได้ล่วงหน้า มีโอกาสที่จะรู้ความต้องการของลูกค้าก่อนที่เราจะลงโฆษณาด้วยงบประมาณจริงที่เราวางแผนไว้ การตุนสินค้าหรือสั่งมาสต๊อก ย่อมพอดีกับการสั่งซื้อจากลูกค้า ช่วยลดโอกาสที่จะขาดทุนได้อีกด้วย

การวิเคราะห์โฆษณาตัวไหนได้ผลดี

เมื่อเรามีลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าของเรามากขึ้น และเพิ่มช่องทางในการโฆษณาเป็นรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำแบนเนอร์ การนำเสนอด้วยวิดีโอ รวมไปถึงการลงโฆษณาจาก Facebook เข้ามาร่วมด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราไม่สามารถรู้ได้ว่าตกลงแล้วลูกค้าที่มาซื้อสินค้าของเรามาจากไหนกันแน่ เราสามารถวัดผลได้จากการใช้ Google Analytics เข้ามาวัดผลได้ว่าลูกค้าที่แท้จริงของเรานั้นมาจากแหล่งใด โฆษณาตัวใดที่ได้ผล ปัจจุบัน Google ได้พัฒนาให้ Google Analytics สามารถวัดข้อมูลการโฆษณาของ Google Adwords ได้อย่างสมบูรณ์ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่เราสามารถโฟกัสกับตัวโฆษณาที่ได้ผลจริงๆ และเพิ่ม Budget ได้อย่างมั่นใจในโฆษณาตัวนั้น

วิธีปรับตัวเมื่อหมดยุคของแฟนเพจ Facebook แล้ว

ในอดีตเราทราบดีว่าการทำตลาดบน Facebook นั้นได้ผลลัพธ์คุ้มค่ามากเพียงใด ไม่ว่าสินค้าใดที่สามารถตีตลาดได้บนแฟนเพจ Facebook มีคนเข้ามากดถูกใจและสั่งซื้อย่อมสามารถอยู่ได้และขายดิบขายดีมากๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป การแข่งขันเริ่มหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ผู้ใช้งานที่ปักรากปักฐานอยู่บน Facebook ย่อมไม่อยากออกไปใช้งานเว็บอื่นๆ ไม่อยากทำขั้นตอนอะไรให้มันยุ่งยาก ดังนั้นหากแฟนเพจ Facebook ของใครที่ขอให้ผู้ซื้อออกไปซื้อสินค้าผ่านหน้าเว็บเหมือนในอดีตก็คงใช้ไม่ค่อยได้ผลอีกต่อไป ในเมื่อมีคู่แข่งอีกหลายเจ้าที่พร้อมขายสินค้าให้กับผู้ใช้โดยที่ไม่ต้องไปสั่งผ่านหน้าเว็บภายนอก ก็ทำให้ผู้ซื้อมาสั่งสินค้ากับแฟนเพจเหล่านี้กันมากกว่า หลายๆแฟนเพจก็พยายามหาช่องทางให้ผู้ใช้งานเข้ามาเป็นลูกค้าและสั่งซื้อสินค้าได้ง่ายที่สุด โดยทั่วไปผู้ใช้มักสั่งซื้อผ่านหน้าแฟนเพจหรือสั่งซื้อผ่านข้อความได้เลย สร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งานมากขึ้น

Facebook ไม่อยากให้คนเห็นโพสเยอะๆ

การโพส Facebook ไม่ว่าจะเป็นการโพสโดยผู้ใช้หรือการโพสผ่านแฟนเพจนั้น ปัจจุบันต้องยอมรับว่ามีอัตราการมองเห็นจากเพื่อนๆและกลุ่มแฟนเพจน้อยลงทุกวัน เนื่องจาก Facebook พยายามที่จะปรับลดอัตราการมองเห็นโพสทั่วไปมากขึ้นเรื่อยๆโดยไม่ให้เรารู้ตัว ซึ่งหากใครไม่ได้ทำสถิติหรือบันทึกข้อมูลไว้จะไม่ทราบเลยว่า Facebook ได้ลดการมองเห็นโพสไปมากมายเพียงใด นั่นเป็นเพราะว่า Facebook ตั้งใจที่จะเน้นให้ผู้ใช้งานมองเห็นโฆษณามากขึ้น และทำรายได้จากการโฆษณามากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งการที่ผู้ใช้มองเห็นโพสทั่วไป ไม่ได้ทำให้ Facebook มีรายได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ทำให้การเห็นโพสจึงไม่ใช่สิ่งที่ Facebook ต้องการโดยแท้จริง แต่ที่เรายังเห็นโพสเพื่อนๆและแฟนเพจที่เราชอบอยู่ในทุกวันนี้ นั่นเป็นเพราะว่า Facebook ยังต้องการรักษากลุ่มผู้ใช้ให้สามารถได้รับประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานโซเชียวมีเดีย ไม่ให้เบื่อหน่ายกับโฆษณาที่มากเกินไป เพราะหากผู้ใช้งานเข้ามาแล้วมองเห็นแต่โฆษณา ไม่ได้สร้างปฏิสัมพันธ์ใดๆกับกลุ่มเพื่อน ไม่เกิดการตอบสนองต่อโพส ก็จะทำให้เบื่อหน่ายกับการใช้งานมากขึ้น จึงต้องมีกระบวนการรักษาผู้ใช้งานไว้ด้วยวิธีการให้เห็นโพสของเพื่อนๆและแฟนเพจที่ถูกใจอยู่ แต่อย่างไรก็ตามเรามักจะเห็นโพสของแฟนเพจที่เราถูกใจน้อยลงกว่าเมื่อก่อนมาก ถ้าเราไปส่องแฟนเพจบางเพจ อาจเห็นแฟนเพจนั้นก็ยังมีการโพสรูปและข้อความตามปกติ แต่เรากลับเห็นรูปและข้อความเหล่านั้นน้อยลงเรื่อยๆ นั่นเป็นเพราะว่า Facebook ได้ปรับกลไกตรงนี้เพื่อกระตุ้นให้แฟนเพจต่างๆหันมาสนใจลงโฆษณาทดแทนการโพสเพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจในแบบเดิมๆ

ทำแฟนเพจ Facebook ให้เป็นหน้าเว็บของคุณ

เมื่อความต้องการของ Facebook คือการทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นอยู่บน Facebook มากที่สุด ซึ่งสิ่งที่ Facebook ต้องการให้เจ้าของแฟนเพจทำในตอนนี้นั่นก็คือการทำให้แฟนเพจเป็นลักษณะเดียวกับเว็บไซต์ ซึ่งกรณีนี้จะไม่ทำให้ Facebook สูญเสียผู้ใช้งานที่ต้องการเปิดออกไปดูเว็บไซต์อื่นๆ มีผลทำให้ผู้ใช้ยังคงวนเวียนอยู่ใน Facebook ไม่สิ้นสุด หากเราสามารถทำให้แฟนเพจของเราทำหน้าที่เดียวกับเว็บไซต์ของเรา ก็ยิ่งทำให้ Facebook ชอบมากยิ่งขึ้นและทำให้อันดับการค้นหาของแฟนเพจของเราสูงขึ้นมาเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าเราอยากสร้างร้านขายของแบบ E-commerce ก็สามารถให้ผู้ใช้สามารถสั่งผ่าน Facebook ไปเลยจะดีที่สุดจะทำให้ Facebook จัดอันดับการค้นหาและโอกาสที่จะมองเห็นเพจของเราได้มากขึ้น ส่งผลดีต่อการมองเห็นโพสของเราอย่างยิ่ง ดังนั้นยุคนี้ถ้าเราอยากให้ธุรกิจของเราผูกติดกับ Facebook นั้น เราไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์อีกแล้ว และการไม่มีเว็บไซต์จะทำให้ Facebook มองแฟนเพจของเราเป็นบวกมากขึ้น โดยให้ใช้แฟนเพจมาทดแทนเว็บไซต์ให้ได้มากที่สุด พยายามอย่าส่งผู้ใช้งานแฟนเพจของเราไปยังเว็บไซต์อื่นๆ อาจใช้วิธีการให้มีการสั่งซื้อผ่านหน้าเพจหรือสั่งซื้อสินค้าทางข้อความก็ได้

การใช้ Story เพื่อกระตุ้นให้มีการเข้าถึงมากขึ้น

หากเราต้องการให้คนเห็นแฟนเพจหรือโปรไฟล์ของเราบน Facebook มากขึ้นเราสามารถใช้วิธีการลง Story ประจำวันเพื่อช่วยให้ Facebook นำเสนอแฟนเพจและโปรไฟล์ของเรามากที่สุด เนื่องจากคนส่วนใหญ่ชอบเนื้อหาและโพสที่มีการอัพเดตใหม่ในแต่ละวันอยู่เสมอ Facebook ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงกำหนดให้มีการแสดง Story ใหม่ๆที่ยังไม่เกิน 24 ชั่วโมงไปยังผู้ใช้งาน Facebook เพื่อสร้างการเข้าถึงให้เห็นการอัพเดตเรื่องราวใหม่ๆมากขึ้น แม้การลง Story นั้นจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเข้าถึงแฟนเพจของเราในระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น แต่เราจะต้องทำเพื่อสร้างโอกาสในการทำยอดขายหรือทำให้เกิดการรับรู้ในแฟนเพจและสินค้าของเราให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากเรามองว่า Story นั้นมีเวลาแค่ 24 ชั่วโมงหรือมาอายุแค่วันเดียวเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ นั่นจะเป็นการที่ทำให้เราต้องเสียผู้เข้าชมและลูกค้าไปอย่างมหาศาลเลย เพราะกลไกนี้ Facebook ได้เล็งเห็นแล้วว่าเป็นวิธีที่จะทำให้ผู้ใช้งาน Facebook ได้โอกาสที่จะเข้าถึงข้อมูลสดใหม่มากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องรอคอย และเป็นข้อมูลสดใหม่ที่มีอายุเพียง 1 วัน เป็นการกรองข้อมูลให้กับผู้ใช้ Facebook ให้ได้รับแต่สิ่งใหม่ๆไปในตัว คนที่มองเห็นโอกาสนี้จะได้เปรียบในการสร้างการเข้าถึงจากลูกค้าจำนวนมาก หากเราสามารถทำเรื่องราวใหม่ๆที่น่าสนใจประจำวันและอัพเดต Story ได้ทุกวัน เท่ากับว่าเรามีโอกาสมากขึ้นอีกหลายเท่าตัวที่จะสร้างการเข้าถึงและการรับรู้ถึงตัวสินค้า เนื่องจากพวกเราก็ทราบกันดีว่า Facebook จำกัดการเข้าถึงโพสและรูปภาพจากแฟนเพจมาสักพักแล้ว ทำให้โอกาสที่เราโพสข้อมูลต่างๆเพื่อนำเสนอสินค้าก็ไม่สามารถทำให้ลูกค้าเข้าถึงเราได้ดีเสมอไปเหมือนก่อนหน้านี้ หลายๆเพจจึงแก้ปัญหาด้วยวิธีการโพสเรื่องราวใน Story ร่วมด้วยเพื่อสร้างโอกาสการเข้าถึงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้จะมีอายุแค่ 24 ชั่วโมง แต่หากเราขยันหมั่นเพียรที่จะโพสเรื่องราวใหม่ๆทุกวัน เราก็จะได้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมแฟนเพจและซื้อสินค้าของเราได้ทุกวันเช่นกัน

ลองใช้ Event ช่วยชีวิต

สิ่งที่ Facebook คาดหวังอย่างมากในการก้าวไปข้างหน้านั้นก็คือต้องการให้มีกิจกรรมทุกอย่างอยู่บน Facebookให้ได้มากที่สุด พยายามย้ายกิจกรรมที่อาจมีอยู่ในระบบอื่นๆ มาปรากฏบน Facebook แทนเพื่อให้ผู้ใช้มองว่า Facebook คือทุกสิ่งทุกอย่าง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เรามักได้เห็นแฟนเพจจำนวนมากพยายามที่จะจัด Event ให้ได้มากที่สุด เพราะ Facebook จะมีการกระตุ้นให้คนมองเห็น Event ใหม่ๆที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งยิ่งเกิด Event หรือกิจกรรมเข้ามาเยอะมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ Facebook เริ่มกลายเป็นสังคมที่สมบูรณ์แบบมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเราในฐานะคนทำธุรกิจที่ต้องศึกษาเรื่องนี้ เราจะต้องมีการจัด Event ที่สำคัญให้กับแฟนเพจของเราอย่างสม่ำเสมอ เป็นกลยุทธ์ที่ใช้กระตุ้นให้เกิดการเข้าถึงจากกลุ่มผู้ใช้ เพราะ Facebook จะสนับสนุนทุก Event ที่เกิดขึ้นมาใหม่ เพื่อให้กลายเป็นสังคมที่เสมือนจริง สำหรับเทคนิคง่ายๆในการจัด Event นั่นก็คือการ Live สดนั่นเอง ซึ่งแม้ว่าเราจะไม่สามารถจัด Event เพื่อพบปะสังสรรค์กับแฟนเพจของเราได้จริงๆ เนื่องจากมีเรื่องเวลาและสถานที่มาเกี่ยวเนื่อง แต่เราก็สามารถแก้ปัญหาตรงนี้ได้ด้วยการจัด Event ออนไลน์ทดแทนด้วยการเปิด Live สดเมื่อถึงเวลา Event ไปเลย นับว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ง่ายมากๆ และการ Live สดหากเราทำได้น่าสนใจจะเป็นที่ชื่นชอบของคนส่วนมาก เพราะทุกคนต่างก็ชอบข้อมูลสดใหม่แบบทันทีทันใด ยิ่งข้อมูลข่าวสารใดที่สดใหม่มากๆ ก็ยิ่งทำให้คนสนใจมากๆ ดังนั้นการ Live สดบน Facebook รับรองว่ามีแต่ได้กับได้ แฟนเพจของเราจะเติบโตรวดเร็วราวกับติดจรวดเลยทีเดียว

Facebook ชอบการ Live สด

อย่างที่ทราบกันดีในหัวข้อที่ผ่านมาว่า Facebook ชอบให้เราเปิด Live สดมากๆ เพราะยิ่งข้อมูลสดใหม่มากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้คนชอบมากเท่านั้น ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่ Facebook มักกระตุ้นให้การ Live สดใหม่ๆมีผู้เข้าชมจำนวนมาก มักถึงขั้นแจ้งเตือนให้ผู้ใช้มาดู Live สดกันเลย เป็นเกร็ดความรู้เล็กๆที่เราสามารถนำไปใช้ได้ดีโดยไม่จำเป็นที่เราจะต้องจ่ายเงินลงโฆษณาแพงๆให้คนเข้าถึงโฆษณาของเราเสมอไป ซึ่งแท้จริงแล้ว Facebook นั้นต้องการให้คุณทำตัวเหมือนซุปตาร์หรือดาราคนดัง หรือทำตัวเป็นเน็ตไอดอล ที่ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม จะต้องมีคนติดตามและให้ความสนใจกับคุณมากๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เน็ตไอดอลที่ถ่ายรูปไร้สาระ ทำหน้าแบ๊วๆถึงมีคนติดตามและเข้าถึงมากมายขนาดนั้น คุณเองก็สามารถทำได้ ในชีวิตประจำวันการแพ็คของเพื่อนำไปส่งให้ลูกค้า รวมไปถึงการจัดของเข้าสต็อกหลังจากสั่งซื้อมาใหม่ๆ คุณก็สามารถ Live สดเพื่อถ่ายบ้านหรือห้องของคุณที่กำลังจัดของเข้าสต็อก บางครั้งคุณอาจคิดว่าการกระทำแค่นี้ไม่ได้น่าสนใจเท่าไหร่นัก แต่แท้จริงคนชอบดูข้อมูลสดใหม่เหล่านี้มากๆ Facebook ก็จะช่วยกระตุ้นให้ Live ของคุณเกิดการเข้าถึงมากขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะ Live เรื่องอะไรคนชอบหมด ขอให้เราทำตัวเป็นดาราหรือคนที่ได้รับความสนใจจากสังคมไว้ก่อน อารมณ์ประมาณว่ามั่นใจไปก่อนเลย

ลงโพสที่เน้นให้เกิดการถูกใจ

ในการโพสข้อมูลลง Facebook เพื่อให้โพสของเราได้รับความสนใจจากผู้ใช้จริงๆและให้ Facebook นำโพสของเราไปแสดงให้กับผู้ใช้ให้มากที่สุด ให้เราเลือกโพสที่เกี่ยวข้องกับแฟนเพจของเรา โดยจะต้องเน้นโพสที่มีความชัดเจน เกิดการรับรู้ได้เร็ว เช่นรูปภาพหรือวิดีโอที่คาดว่าคนถูกใจแฟนเพจของเราอยู่แล้วจะสนใจอย่างแน่นอน อย่าลงโพสที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับแฟนเพจ เพราะ Facebook ทราบทันทีว่าผู้ใช้ไม่อาจสนใจโพสเหล่านั้นได้จริงๆ จึงพยายามที่จะจำกัดการเข้าถึงโพสที่ไม่ได้รับความสนใจจากผู้ใช้งานจริงๆ เราสามารถสังเกตุได้ว่าแฟนเพจของเราชอบโพสประมาณไหน และเราก็สามารถประยุกต์ที่จะลงโพสแบบเดิมๆได้ ไม่ต้องกลัวว่าผู้ใช้งานจะเบื่อ เพียงแต่โพสใหม่ๆไปเรื่อยๆ โดยใช้คอนเซ็ปท์หรือลักษณะของโพสเหมือนๆเดิม อย่าพยายามเปลี่ยนแนวให้เพจของคุณ เพราะกลุ่มเป้าหมายของคุณไม่อาจเปลี่ยนตามคุณได้ เมื่อไหร่ที่คุณเปลี่ยนแนวแฟนเพจของของคุณ หรือโพสแปลกไปจากแบบเดิม อาจทำให้การเข้าถึงโพสค่อยๆลดลงเรื่อยๆและหมดไปในที่สุด

4 จิตวิทยาในการซื้อสินค้า คนทำโฆษณา Facebook ต้องรู้

สำหรับยุคนี้ถ้าเรามีสินค้าแต่ไม่ได้ทำโฆษณาเพื่อแข่งขันก็ไม่สามารถทำให้สินค้าของเราขายออกไปสู่ตลาดได้ เนื่องจากสินค้าคู่แข่งพยายามที่จะนำเสนอสินค้าของตนเองไปสู่สายตาผู้บริโภคตลอดเวลา พยายามที่จะแย่งลูกค้าของเราอยู่เสมอ นอกจากเราจะมีความรู้ในการลงโฆษณาแล้วเรายังต้องมีความรู้ด้านจิตวิทยาที่จะขายของไปสู่ผู้ซื้อสินค้าให้ได้ด้วย โดยทั่วไปการลงโฆษณานั้นไม่ว่าอย่างไร เราไม่สามารถมองข้ามสื่อโซเชี่ยวมีเดียอันดับหนึ่งอย่าง Facebook ไปได้เลย ดังนั้นในเมื่อเราไม่สามารถมองข้าม Facebook ไปได้ สิ่งที่เราต้องทำคือการเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันและทำอย่างไรให้เราได้เปรียบมากที่สุดในการลงโฆษณากับ Facebook อย่างที่ทราบกันดีว่าการลงโฆษณา Facebook นั้นมักได้ผลดีอยู่เสมอ แต่เราจะทำให้ลูกค้ายอมจ่ายเงินซื้อสินค้าของเราได้นั้น สิ่งสำคัญอีกอย่างที่เราจะต้องเปิดใจเรียนรู้นั่นก็คือจิตวิทยาการซื้อสินค้าจากผู้ซื้อ เราจะทำอย่างไรได้บ้างให้ผู้ซื้อเข้ามาเลือกและชำระเงินค่าสินค้าให้เราจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการสร้างความเชื่อใจกับลูกค้า, การใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ, การตัดสินใจที่จะซื้อในไม่กี่วินาที และการให้อะไรบางอย่างกับลูกค้าไปก่อน

กระบวนการสร้างความเชื่อใจกับลูกค้า

ในการสร้างความเชื่อใจกันระหว่างลูกค้ากับเราซึ่งเป็นผู้จำหน่ายสินค้า แน่นอนว่าผู้บริโภคในยุคนี้มีความฉลาดและมีไหวพริบที่ดีในการมองหาความน่าเชื่อถือของผู้ที่จำหน่ายสินค้าที่พวกเขาต้องการซื้อ ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ซื้อจะเข้ามาตรวจสอบแฟนเพจของเรา ตรวจกระบวนการทำงาน การจัดส่งสินค้า รีวิวสินค้าต่างๆในหน้าแฟนเพจของเรา และยอดการกดถูกใจในหน้าแฟนเพจของเราก็มีความสำคัญเช่นกัน ดังนั้นเราไม่ควรทำให้ความน่าเชื่อถือในแบรนด์สินค้าของเราลดลงด้วยการปล่อยละเลยการรีวิวสินค้า ละเลยการหาวิธีเพิ่มยอดถูกใจแฟนเพจ รวมทั้งขาดการอัพเดตรูปภาพใหม่ๆในหน้าแฟนเพจของเรา พยายามอัพโหลดรูปภาพการใช้สินค้า การส่งสินค้า การแพ็คของ หากได้โพสรูปเกี่ยวกับสินค้าและการจัดส่งเป็นประจำ จะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สินค้าของเราขายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยขั้นตอนการเพิ่มยอดการถูกใจแฟนเพจนั้นเราจะช่วยวิธีการโฆษณาเป็นหลัก ซึ่งการถูกใจแฟนเพจด้วยโรบอทหรือวิธีการซื้อยอดไลค์เหมือนในอดีตนั้น แม้จะได้จำนวนการถูกใจที่เพิ่มมากขึ้น แต่ก็ใช้ไม่ได้ผลดีในปัจจุบันอีกแล้ว เพราะคนที่มาถูกใจนั้นไม่ได้เต็มใจที่จะมากดถูกใจแฟนเพจของเราจริงๆ ส่งผลให้ไม่มีการตอบสนองใดๆต่อโพสใหม่ๆ ไม่มีการแสดงความคิดเห็นและกดถูกใจ ทำให้สินค้าของเราไม่สามารถขายได้จริง และยิ่งสร้างความน่าสงสัยให้กับผู้ซื้อเข้าไปอีก ดังนั้นปัญหานี้เราควรลงโฆษณาไปเรื่อยๆและรอคนมากดถูกใจเพิ่มขึ้น แต่สำหรับรีวิวและการแสดงความคิดเห็นบนโพสต่างๆในแฟนเพจ แน่นอนว่าเราก็สามารถขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ญาติพี่น้องของเราได้ หรือส่งสินค้าตัวอย่างไปให้คนรู้จักช่วยกันทดลองใช้และรีวิวกันได้เลย เพียงเท่านี้ก็จะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือและการไว้วางใจจากลูกค้าที่กำลังจะสั่งซื้อสินค้าของเราได้แล้ว

การใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ

สิ่งที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับการขายสินค้านั่นก็คือลูกค้าที่กำลังจะซื้อของเรานั่นกว่าร้อยละ 90 จะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจเพื่อที่จะซื้อสินค้า ไม่ได้คิดวิเคราะห์มาอย่างดี ซึ่งลูกค้าบางส่วนทีไ่ด้คิดไตร่ตรองมาก่อนที่จะซื้อสินค้านั้นมักจะมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่ตั้งใจมาซื้อสินค้าไปใช้ประโยชน์จริงๆ ซึ่งไม่มีอะไรที่สามารถเอาชนะอารมณ์ของคนได้ โดยทั่วไปคนที่จะเข้ามาซื้อสินค้าของเรานั้น เป็นเพราะว่าพวกเขามีเงินพร้อมที่จะซื้ออยู่แล้ว เมื่อมาเจอสินค้าของเรา พวกเขาก็จะพยายามหาเหตุผลบางอย่างว่าทำไมถึงต้องซื้อสินค้าชิ้นนี้ โดยไม่สนใจว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่ ซึ่งมักจะหาเหตุผลเล็กๆเช่น ราคาถูกกว่าเจ้าอื่น ลดราคา หรือจัดโปรโมชั่นอะไรก็ตาม แม้บางครั้งเราไม่ได้จัดโปรโมชั่นใดๆทั้งสิ้น แต่เราไปทำอะไรที่สามารถมัดใจผู้ซื้อได้ เมื่อไหร่ที่เขากำเงินอยู่ในมือ เขาก็พร้อมจ่ายให้เราแล้ว นี่แหละการซื้อสินค้าที่มาจากอารมณ์ทั้งสิ้น ไม่ได้เกี่ยวกับว่าคนที่ซื้อไปจะเอาไปทำประโยชน์ใดๆได้เลย ขอแค่ว่าหาเหตุผลที่จะซื้อได้ก็พอแล้ว ด้วยจิตวิทยาตรงนี้ในฐานะที่เป็นผู้ขาย เราจะต้องทำให้ผู้ซื้อส่วนใหญ่หาเหตุผลที่จะซื้อสินค้าของเราให้ได้ อาทิเช่น การโน้มน้าวทางจิตใจให้ผู้ซื้อชอบแบรนด์ของเรา การเอาใจผู้ซื้อด้วยการแจกสินค้าทดลองใช้ การงัดข้อได้เปรียบของสินค้าของเราออกมาโดยเทียบกับแบรนด์ส่วนใหญ่ในตลาด และสิ่งที่จะทำให้ผู้ซื้อส่วนใหญ่หาเหตุผลที่จะซื้อสินค้าของเราได้มากที่สุดนั่นก็คือการจัดโปรโมชั่นไม่ว่าจะเป็นการลดราคา การลดแลกแจกแถม ซึ่งได้ผลดีมากๆ หรือการจัดเซ็ทให้ผู้ซื้อหยิบใส่ตะกร้าทั้งชุดไปเลย โดยจะให้ราคาที่ถูกลงไปอีก ซึ่งการหาข้อดีอื่นๆเพื่อเป็นเหตุผลให้ผู้ซื้อมาเลือกซื้อสินค้านั้นไม่มีอะไรที่สู้การใช้โปรโมชั่นล่อตาล่อใจได้ เพราะไม่ว่าใครก็ชอบที่จะให้สินค้ามีราคาถูกไปกว่าเดิมและพร้อมที่จะจ่ายเงินซื้อตุนทีละหลายๆชิ้นด้วย ดังนั้นสิ่งนี้จะเป็นข้อได้เปรียบขั้นเทพของเราเลยในการขายสินค้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การตัดสินใจที่จะซื้อในไม่กี่วินาที

รู้หรือไม่ว่าลูกค้าที่เข้ามาและต้องการซื้อสินค้าของเราจริงๆนั้น แท้จริงแล้วพวกเขาพร้อมที่จะซื้อสินค้าของเราทันทีในไม่กี่วินาที ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่รวดเร็ว โดยตรงกับหลักการ First Impression ที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจอย่างทันทีว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อในการพิจารณา 2 ถึง 3 วินาทีแรก หากลูกค้าไม่ประทับใจในสินค้าของเราก็จะไม่ซื้อทันทีใน 3 วินาทีนั้น แต่หากสินค้าของเรามีจุดสนใจและทำให้ลูกค้าหาเหตุผลที่จะซื้อได้ ลูกค้าของเราจะสั่งซื้อสินค้าทันทีใน 3 วินาทีนั้นเช่นกัน ดังนั้นการตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าหรือไม่ซื้อนั้นย่อมเกิดขึ้นรวดเร็วมากๆ ซึ่งข้อนี้แม้จะมี่หลายคนไม่เชื่อ แต่หากเราได้นำสินค้าไปจำหน่ายจริงโดยการลงโฆษณา ทุกครั้งที่โฆษณาของเราทำงานและเริ่มมีการคลิกเข้ามา ลูกค้าจะสั่งซื้อสินค้าของเราทันที แต่ของบางอย่างที่เราจำหน่าย สงสัยไหมว่าไม่ว่าจะโฆษณาอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้ลูกค้าสนใจหรือสั่งซื้อได้เลย เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่ทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าชิ้นนั้นได้ ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่สร้าง First Impression ให้กับผู้บริโภคได้ ถ้าสินค้าใดที่เป็นเช่นนี้ เราควรแก้ไขปรับปรุงสินค้าชิ้นนั้นอย่างด่วนที่สุด ควรหาทางนำเสนอคุณสมบัติหรือประโยชน์ของสินค้าชิ้นนั้นเพื่อให้ผู้บริโภคหาเหตุผลที่จะซื้อสินค้าของเราให้ได้ มิฉะนั้นหากเราปล่อยละเลยต่อไป สินค้าชิ้นนั้นก็จะทำให้เราเสียเงินค่าโฆษณาไปเรื่อยๆ และอาจทำให้ผู้ใช้งานบางคนเลือกที่จะปิดแฟนเพจและไม่กลับมาเลือกสินค้าของเราอีกเลย แตกต่างกับกรณีที่สินค้าของเราดึงดูดลูกค้าเข้ามาเพราะมีจุดสนใจบางอย่าง จะทำให้ลูกค้าสนใจซื้อสินค้าอื่นๆในร้านหรือแฟนเพจของเราเพิ่มขึ้นอีกด้วย ดังนั้นทางที่ดีเราจะต้องใช้หัวข้อนี้ทำอย่างไรก็ได้ให้เราสามารถทำให้ลูกค้าประทับใจในสินค้าของเราเร็วที่สุด โดยไม่ควรเขียนอธิบายคุณสมบัติของสินค้ายาวๆให้ลูกค้าใช้เวลานานในการอ่านรายละเอียด แต่ควรใช้วิธีการนำเสนอเป็นลักษณะรูปภาพหรือวิดีโอจะทำให้ลูกค้าเปิดดูและเห็นภาพรวมของสินค้าได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อลูกค้าสนใจสินค้าของเราแล้ว สิ่งที่ลูกค้าจะทำในขั้นตอนถัดไปนั่นก็คือการหาช่องทางการสั่งซื้อและชำระเงิน เราจะต้องสร้างช่องทางที่สามารถให้ลูกค้าติดต่อกับเราได้ง่ายที่สุดเพื่อทำการสั่งซื้อสินค้าและชำระเงินอย่างง่ายดาย หากลูกค้าติดต่อเรายาก ทำรายการสั่งซื้อค่อนข้างลำบาก จะทำให้มีผลต่อการตัดสินใจอย่างมาก เท่ากับว่าพวกเขาใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์เพิ่มขึ้นและมีโอกาสที่จะเปลี่ยนใจไม่ซื้อสินค้าของเราในภายหลัง

การให้อะไรบางอย่างกับลูกค้าไปก่อน

เทคนิคการทำการตลาดอีกประการที่หลายคนไม่รู้นั่นก็คือการทำให้ลูกค้าประทับใจเราก่อนที่พวกเขาจะสั่งซื้อสินค้าก่อน เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่ได้พบเห็นหรือบังเอิญเข้ามารู้จักแบรนด์ของเรานั้น ในระยะแรกพวกเขาจะต้องมีอคติและมองแบรนด์ของเราในด้านลบไปก่อน เพราะเป็นแบรนด์ใหม่ที่ไม่ได้มีชื่อเสียงหรือทำตลาดมาก่อน ก็มักถูกมองในทางที่ไม่ดี ผู้ใช้งานบางคนถึงขั้นพยายามมาแสดงความคิดเห็นในทางที่ไม่ดี พยายามแสดงความรู้สึกในด้านลบต่อสินค้าที่เราจำหน่ายไว้ก่อน ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่ที่เราต้องรับมือเพื่อให้แบรนด์สินค้าของเราเกิดขึ้นมาได้ โดยวิธีการรับมือที่ได้ผลที่สุดนั่นก็คือการนำสินค้าไปให้ผู้บริโภคใช้ฟรี หรือแจกจ่ายตัวอย่างสินค้าบางส่วนไปยังผู้บริโภคเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อแบรนด์ ทั้งยังขอให้ผู้บริโภคที่ได้ทดลองใช้สินค้าของเราแล้วมารีวิวหรือแสดงความคิดเห็นเพื่อช่วยให้แบรนด์ของเรามีภาพลักษณ์ที่ดียิ่งขึ้น แม้จะเป็นการที่เราต้องลงทุนไปบ้าง แต่สิ่งที่ได้กลับมาเป็นคำรีวิวที่เป็นรากฐานสร้างความมั่นคงให้กับแบรนด์ ทำให้เกิดความเชื่อใจในตัวสินค้าและทำให้คนหลั่งไหลเข้ามาซื้อสินค้าของเรามากขึ้น เพราะรู้สึกเชื่อใจในคุณภาพสินค้าของเรา นอกจากนี้เรายังสามารถเซอร์ไพรซ์ลูกค้าของเราด้วยการแถมอะไรบางอย่างไปกับสินค้าที่เขาสั่งซื้อ ก็จะช่วยให้ลูกค้าดีใจและกลับมาขอบคุณเราหรือเข้ามาช่วยเขียนรีวิวสินค้าของเราไปในทางบวกแน่นอน รับรองว่าไม่มีทางที่ลูกค้าจะมองแบรนด์ของเราไปในทางลบหากเรามีอะไรบางอย่างที่ให้เขาได้มากกว่าตัวสินค้าที่เขาสั่งซื้อ ถือเป็นการทำการตลาดที่ยอดเยี่ยมและได้ผลมากๆ

สรุปจิตวิทยาของผู้ซื้อสินค้า

ให้เราเริ่มจากการสร้างความเชื่อใจจากลูกค้าก่อนเป็นอันดับแรกด้วยยอดถูกใจและการโพสในแฟนเพจของเรา รวมไปถึงการเขียนรีวิวจากลูกค้าเก่า จากนั้นพยายามจัดโปรโมชั่นหรือทำอะไรบางอย่างให้สินค้าของเราเป็นสินค้าที่ผู้ซื้อสามารถหาเหตุผลที่จะซื้อได้ โดยต้องทำให้ผู้ซื้อสามารถสั่งซื้อสินค้าของเราได้ทันทีเมื่อเข้ามาชมสินค้า เนื่องจากการจะซื้อหรือไม่ซื้อมักใช้เวลาตัดสินใจเพียงไม่กี่วินาที โดยเทคนิคสุดท้ายให้เราเซอร์ไพรซ์ลูกค้าของเราด้วยของแถมหรือแจกจ่ายสินค้ากลุ่มทดลองไปบ้างเพื่อให้แบรนด์ของเราเป็นที่รักมากขึ้น

เทคนิคลงโฆษณา Facebook สำหรับสินค้าเสริมความงาม

สินค้าเสริมความงามเป็นสินค้าค้าอันดับต้นๆที่นำมาวางจำหน่ายบนอินเทอร์เน็ต ดังนั้นผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าประเภทนี้ต้องประสบกับการแข่งขันที่รุนแรง มีคู่แข่งหลายเจ้า แต่ละเจ้าต่างก็งัดเอาไม้ตายออกมาสู้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของตนเองนั้นสามารถจำหน่ายออกไปได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในการลงโฆษณาก็ต้องแน่ใจว่าโฆษณาของเรานั้นน่าสนใจ ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคหรือคนที่ใช้โซเชี่ยวมีเดีย มิฉะนั้นเราอาจทิ้งเงินฟรีไปกับการลงโฆษณาก็ได้เช่นกัน ดังนั้นคนที่ต้องการขายสินค้าด้านความงามนั้น ไม่เพียงแต่มีความรู้ในการผลิตสินค้าเท่านั้น เพราะความรู้ในการผลิตสินค้า ต่อให้คุณภาพดีแค่ไหนก็ไม่เพียงพอเท่ากับการมีความรู้ด้านการตลาด การสร้างจุดสนใจเพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามาสนใจในตัวสินค้ามากขึ้น ดังนั้นการจะขายสินค้าด้านความงามที่มีคู่แข่งมากมาย แต่ละเจ้าอาจผลิตสินค้าที่คล้ายคลึงกับเรามากๆ มีคุณสมบัติเหมือนกันเลยก็ว่าได้ เราจะต้องมองหาความรู้ด้านการตลาดมาใช้ เพื่อให้สามารถเอาชนะคู่แข่งได้

สิ่งที่เราจะต้องรู้ก่อนที่จะลงโฆษณา

1.คู่แข่งของการทำตลาดสินค้าด้านความงาม

คู่แข่งมีความสำคัญที่จะทำให้เราต้องมีการปรับปรุงสินค้าของเราให้ดีสู้กับอีกฝ่ายได้อยู่เสมอ เนื่องจากสินค้าด้านความงามเป็นสินค้าที่มีผู้บริโภคให้ความสนใจอย่างยาวนานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จึงไม่แปลกที่จะมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะต้องการทำตลาดและหารายได้จากสินค้าประเภทนี้ ดังนั้นเราจะต้องรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ให้ได้ สินค้าของเราต้องไม่มีอะไรที่ด้อยกว่าคู่แข่ง เพราะหากสินค้าของเรามีส่วนหนึ่งส่วนใดที่ด้อยไปกว่าคู่แข่ง เมื่อนั้นคู่แข่งสามารถเอาข้อด้อยของเราไปเป็นจุดเด่นและเป็นจุดขายทำตลาดแทนสินค้าของเราได้ทันที ซึ่งจุดด้อยเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก หากสินค้าของเรามีคุณภาพไม่ต่างกับคู่แข่งมากนัก แต่เมื่อคู่แข่งมองเห็นจุดด้อยบางอย่างก็เอามาโฆษณาให้คนเข้ามาซื้อสินค้าของพวกเขาแทน โดยที่ทำให้คนมองว่าสินค้าของเรามีคุณภาพด้อยกว่าได้อีกด้วย ทั้งที่คุณภาพไม่ได้แตกต่างกันมากเท่าไหร่นัก ต่อให้เรามีราคาที่ถูกกว่า ก็ไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งได้อีกแล้ว เพราะผู้บริโภคฝังใจในการโฆษณาจุดด้อยของสินค้าของเรา โดยคู่แข่งไม่ต้องเอ่ยชื่อแบรนด์ของเรา ผู้บริโภคก็เข้าใจแล้วว่าเป็นแบรนด์ไหน

2.การขึ้นราคาโฆษณา

สิ่งที่เราไม่ค่อยสังเกตุหรือไม่ค่อยจะรู้จักกันนั่นก็คือ Facebook นั้นแอบขึ้นราคาค่าโฆษณาอยู่เรื่อยๆ เพื่อไม่ให้กระทบกับอัตราผู้ลงโฆษณา ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ราคาค่าลงโฆษณานั้นจะค่อยๆขึ้นทีละนิดๆ โดยจะไม่ขึ้นราคาแบบรวดเร็วหวือหวามาทีเดียว และราคาจะไม่สูงจนลูกค้าหรือผู้ลงโฆษณาสังเกตุได้ ดังนั้นเราจึงไม่รู้สึกว่าการขึ้นโฆษณาของ Facebook กระทบกันเท่าไหร่มากนัก เพราะหลายคนก็ขายของและจำหน่ายสินค้าโดยไม่ได้มีการบันทึกตารางหรือรายการต่างๆเอาไว้ ให้ชัดเจน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เรามีการบันทึกทุกอย่างไว้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกต้นทุน การบันทึกผลกำไร และนำมาหักลบกับการลงโฆษณาไว้อย่างดี และมีการคำนวณค่าใช้จ่ายต่อการคลิกโฆษณาไว้อย่างละเอียด เมื่อเวลาผ่านไปสักครึ่งปี หรือสักปี เราจะสังเกตุได้อย่างชัดเจนว่าราคาโฆษณานั้นสูงขึ้นเยอะมาก ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องมีการวางแผนรับมือกับราคาโฆษณาที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยวิธีการวางกลยุทธ์ให้ลูกค้าของเรากดถูกใจแฟนเพจให้ได้มากที่สุดและติดตามแฟนเพจของเราเอาไว้ เป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยลดต้นทุนการลงโฆษณาได้เยอะมากๆ ดังนั้นตลาดนี้ สินค้าของใครบูมติดตลาดก่อน เมื่อนั้นเราจะเป็นเจ้าตลาดได้เลย

ใช้สือวิดีโอกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมในสินค้าหรือผลิตภัณฑ์

เมื่อโฆษณามีการแข่งขันกันมากขึ้น สินค้าของเรามีลักษณะใกล้เคียงกับสินค้าของคูแข่งหลายราย สิ่งที่เราอาจนำมาใช้ในการแข่งขันเพื่อหาลูกค้าอาจไม่ใช่การบิตราคาโฆษณาให้สูงขึ้นอีกต่อไป เราอาจใช้วิธีการกระตุ้นให้ผู้ใช้เกิดการมีส่วนร่วมในสินค้าของเรามากขึ้นแทนการบิตราคาที่สูง นอกจากจะได้ผลดีแล้วยังช่วยประหยัดค่าโฆษณาอีกด้วย อาทิเช่น การใช้วิดีโอแทนสื่อประเภทข้อความและรูปภาพแบบเดิมๆ เนื่องจากวิดีโอนั้นมีผลทางจิตวิทยา กระตุ้นให้ผู้บริโภคและผู้ใช้โซเชียวมีเดียเกิดความสงสัยและสนใจอยากรู้ว่าวิดีโอนั้นต้องการนำเสนออะไรจึงเปิดเข้าไปดู เมื่อดูเสร็จแล้วผู้ใช้จะมีโอกาสมีส่วนร่วมในการวิพากษ์วิจารณ์ บางคนมักจะกดถูกใจและกดแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก

การมองหากลุ่มเป้าหมายในการลงโฆษณา

สำหรับคนที่เริ่มต้นนำแบรนด์มาลงโฆษณากับ Facebook สิ่งที่ต้องวางแผนคือกลุ่มเป้าหมายของเราเป็นใคร แต่เราไม่ควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนแบบทันทีทันใดได้เลย เพราะหากเราจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงด้วยการจำกัดกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่การลงโฆษณาตัวแรก เราจะไม่มีทางรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายที่พร้อมจะซื้อสินค้าของเราเป็นใคร โดยเฉพาะสินค้าประเภทความงามและเครื่องสำอางเป็นสินค้าที่มีกลุ่มเป้าหมายกว้างมากๆ แม้แต่คนที่อายุเยอะๆก็ใช้สินค้าประเภทนี้ บางทีเราเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ชายจำนวนมากแอบใช้สินค้าความงามของผู้หญิงเพื่อให้ตัวเองดูดีเช่นกัน ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการลงโฆษณาครั้งแรกคือพยายามกระจายไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กว้างที่สุด พยายามอย่าไปจำกัดการเข้าถึงใดๆในครั้งแรกๆ และพยายามเก็บข้อมูลเรื่อยๆว่ากลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสินค้าของเราเป็นใครกันแน่ หากเราต้องการจำกัดกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์คุ้มค่ากับจำนวนเงินนั้น เราสามารถทำได้หลังจากที่มีการทำการเก็บสถิติว่าลูกค้าของเราเป็นใครมาจากไหนเป็นส่วนใหญ่ เมื่อได้ข้อมูลดังกล่าวแล้วเราก็สามารถจำกัดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนได้

การเลือกกลุ่มเป้าหมายที่มีการศึกษา

หากสินค้าของเรานั้นมีราคาที่สูงมากๆ แต่ไม่ทราบกลุ่มเป้าหมายที่แน่ชัดว่าใครควรจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสินค้าของเราจริงๆ ซึ่งการเลือกกลุ่มเป้าหมายวิธีการแรกที่เป็นไปได้มากที่สุดที่จะมีกำลังซื้อสินค้าของเรานั่นก็คือกลุ่มคนที่มีการศึกษา เราสามารถเลือกการศึกษาได้ว่าอยากลงโฆษณาโดยแสดงให้กับคนการศึกษาระดับใดเห็นก่อน เนื่องจาก Facebook มีความชัดเจนในเรื่องของการเลือกกลุ่มเป้าหมาย และมีการเก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมายไว้ละเอียดมาก ดังนั้นโฆษณาที่เราได้กำหนดไว้ย่อมไปแสดงแก่กลุ่มเป้าหมายของเราอย่างถูกต้อง

ไม่จำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายเรื่องอายุเสมอไป

เราต้องยอมรับว่าอายุไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายสำคัญในสินค้าประเภทความงามอีกแล้ว เพราะคนทุกวัยต่างก็ให้ความสนใจในสินค้าประเภทนี้มากๆ แทบจะแยกไม่ออกว่าควรเลือกอายุเท่าไหร่ดี ยิ่งสินค้าของเราไม่เคยยิงโฆษณาออกไปเลยสักครั้ง เรายิ่งไม่ควรไปกำหนดอายุตั้งแต่แรก เพราะเราไม่สามารถทราบได้ว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของเราควรเป็นใคร นอกจากนี้ Facebook ยังมีระบบ Auto Optimization ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อนำมาใช้ในการหากลุ่มเป้าหมายแท้จริงให้กับเราแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายเองเสมอไป เพราะระบบนี้ของ Facebook จะช่วยตรวจสอบความสนใจจากคนกลุ่มต่างๆใน Facebook ว่าคนกลุ่มใดบ้างที่มีสิทธิ์ให้ความสนใจกับโฆษณาของเรามากที่สุด และ Facebook ก็พยายามแสดงโฆษณาไปยังคนกลุ่มนั้นให้กับเรา ช่วยให้เราได้กลุ่มเป้าหมายจากผู้สนใจสินค้าจริงๆ และเราก็มีค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณาที่ถูกลงอีกด้วย ถือว่ามีแต่ได้กับได้สุดๆ มันไม่ได้เหมือนกับยุคแรกๆที่การลงโฆษณา Facebook ค่อนข้างหากลุ่มเป้าหมายจริงได้ยาก ปัจจุบันแม้ราคาโฆษณาจะแพงขึ้น แต่ Facebook ก็สร้างกลไกทุกอย่างเพื่อให้เราสามารถพบกับผู้ซื้อที่แท้จริงได้มากที่สุด

เลือกคนโสดเป็นกลุ่มเป้าหมาย

มีคนจำนวนเยอะมากที่เราพบเห็นและสามารถคาดเดาได้ว่าใครบ้างโสดหรือไม่โสด แต่ก็มีหลายคนที่ไม่สามารถเดาได้ว่าคนใดมีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้ว และคนใดที่ยังโสดอยู่ จริงๆแล้วความลับตรงนี้มีอยู่นิดเดียวคือให้สังเกตุการดูแลตัวเอง การใช้เครื่องสำอาง คนที่ยังโสดอยู่ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็มักมีการดูแลตัวเองเยอะมากๆ มีการใช้เครื่องสำอางมากกว่าคนปกติทั่วไป หน้าผมมาเต็มไม่มีอะไรขาดตกบกพร่อง นั่นก็เป็นเพราะว่าคนที่กำลังโสดอยู่มีความกระตือรือร้นมากๆที่จะหาแฟนหรือหาคู่ครอง นั่นทำให้เราสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายใน Facebook ของเราในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและความงามไปยังคนโสดเป็นหลักเพื่อทำยอดขายให้ได้มากที่สุด

เทคนิคการเขียนคำอธิบายในโฆษณาของเรา

การที่เราจะเปลี่ยนใจคนที่ไม่เคยรู้จักแฟนเพจของเรา หรือคนที่ไม่เคยรู้จักตัวสินค้าของเรามาสนใจเราให้ได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นการที่เราเน้นเขียนคำโฆษณายาวๆเพื่อนำเสนอให้กับผู้บริโภคหรือผู้ใช้ที่เลื่อนมาเจอจะไม่เป็นผลดีแน่นอน คงไม่มีใครยอมเสียเวลาอ่านรายละเอียดของสินค้าที่พวกเขาไม่เคยรู้จักหรือไม่เคยได้ใช้ แถมยังทำให้เกิดทัศนคติลบอีกด้วย ดังนั้นในทางที่ดีให้เราเลือกใช้สำนวนหรือประโยคสั้นๆในการนำเสนอสินค้าให้ครบครัน ยิ่งถ้าสามารถนำเสนอคุณสมบัติของสินค้าของเราไว้ได้ในสำนวนเพียงไม่กี่คำก็จะทำให้ผู้ที่เลือนมาเห็นเข้าใจโดยทันทีและตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าจะซื้อสินค้าของเราหรือไม่ ซึ่งการตัดสินใจที่จะซื้อหรือไม่ซื้อนั้นมีผลเร็วมากและการที่เราปล่อยให้ผู้บริโภคหรือคนที่อ่านรายละเอียดของสินค้าเป็นเวลานานเกินไป เราจะไม่สามารถโน้มน้าวใจให้เขาซื้อสินค้าของเราได้เลย  แต่หากผู้บริโภคเข้าใจสินค้าของเรา หากเขารู้สึกว่าจำเป็นเขาจะตัดสินใจซื้อทันที หากไม่มีสิ่งเร้าอื่นมารบกวนความรู้สึกของเขาในตอนนั้น เราก็สามารถขายสินค้าของเราได้อย่างรวดเร็ว

เทคนิคการออกแบบรูปโฆษณา

หลายคนคงทราบดีว่าการทำโฆษณาด้วยวิดีโอนั้นมีต้นทุนที่สูงกว่าการใช้รูปในการลงโฆษณา ดังนั้นจึงตัดสินใจใช้รูปดังเดิมแม้จะได้รับความสนใจจากผู้ใช้งานโซเชี่ยวมีเดียน้อยกว่าการใช้วิดีโอ แต่เราก็สามารถทำให้สินค้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามของเราได้รับความสนใจขึ้นมาได้ เพียงทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกได้ว่าสินค้าของเรามีคนใช้จริง ด้วยการเน้นใส่รูปคนจริงๆเข้าไปเยอะๆสำหรับโฆษณาประเภทรูปภาพ จะเป็นการมุ่งเน้นให้คนเห็นผลลัพธ์ของการใช้ พยายามเลือกรูปที่ทำให้รู้สึกได้ว่าผู้ใช้สินค้าของเรามีการเปลี่ยนแปลง อาทิเช่นครีมบำรุง ก็ต้องเลือกคนที่มีสภาพผิวที่ดี หรือเน้นให้มีการใช้สินค้าจริงในรูป เพียงเท่านี้โฆษณาแบบรูปภาพของเราก็จะสู้แบบวิดีโอได้ไม่ยากเลย

เตรียมพร้อมสู่การตลาด 4.0

      หลายคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการการตลาด อาจจะไม่คุ้นเคยกับ Marketing 4.0 หรือการตลาด 4.0 แต่คุ้นเคยกับ Thailand 4.0 ที่กำลังโปรโมทกันอย่างแพร่หลายแทน อย่างที่ทราบกันว่า Thailand 4.0 คือรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ซึ่งเน้นหนักทางนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตสินค้า เพื่อนำมาขับเคลื่อนธุรกิจและบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีความเกี่ยวข้องกันกับการตลาด 4.0 ที่นำเทคโนโลยีมาใช้เช่นกัน และหากคุณเป็นพ่อค้าแม่ขายทั้งในโลกออนไลน์และห้างร้านควรจะรู้จักและคุ้นเคยกับคำนี้เอาไว้เพื่อก้าวทันโลกธุรกิจ

(ขอบคุณภาพจาก http://thaiembdc.org)

      Marketing 4.0 หรือการตลาด 4.0 นั้นได้รับการพูดถึงจากหนังสือ Marketing 4.0 ของ Philip Kotler เจ้าพ่อแห่งการตลาดชื่อดัง ก่อนหน้านี้เริ่มตั้งแต่ 1.0 ที่เน้นไปทางสินค้าและผลิตภัณฑ์ ต้องออกมาดี มีคุณภาพ ต่อมาเป็น 2.0 เน้นที่ผู้บริโภค เช่น ลูกค้าเป้าหมายชอบอะไร สนใจอะไรเป็นเศษ มาถึง 3.0 เน้นที่มนุษย์ มองลูกค้าเป้าหมายเป็นมนุษย์คนหนึ่งมีความต้องการเพิ่มเติมที่พ่วงมากับความจำเป็น หากมีบริการที่ดีกว่ามากโดยที่เสียเงินเพิ่มเพียงเล็กน้อยก็ยินดีที่จะจ่ายส่วนต่างนั้น และปัจจุบันคือ 4.0 เน้นที่การนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย โดยเฉพาะการสื่อสาร

      เทคโนโลยีกับการตลาด 4.0

      ปัจจุบันการสื่อสารผ่านโลกอินเตอร์เน็ตสามารถทำได้อย่างง่ายดาย ทุกวันเรากำลังสื่อสารกับผู้คนทั่วโลก ผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นต่างๆ มีหลายแบรนด์ที่ปรับตัวจากมีแค่หน้าร้านเพิ่มเป็นแพลทฟอร์มออนไลน์ แอพพลิเคชั่นใหม่ๆที่อำนวยความสะดวกให้เรามากขึ้น เช่น Netflix ที่มาเปลี่ยนประสบการณ์ดูหนังของเรา จากที่ต้องไปดูในโรงหนังหรือรอดูซีรีส์ตอนดึกๆ เพียงแค่สมัครเป็นสมาชิก เราก็นั่งดูหนังอยู่บ้านชิลๆได้แล้ว Grab ที่พาเราไปส่งทุกที่ ไม่ต้องไปง้อแท็กซี่ให้อารมณ์เสีย แถมเดี๋ยวนี้ยังมีบริการส่งอาหารอีกด้วย และอื่นๆ อีกมากมายที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากเทคโนโลยีแทบทั้งนั้น

      ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยของเรา จะมีบทบาทการซื้อของกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้น เพราะเกิดมาในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามาพอดี เชี่ยวชาญในการใช้ช่องทางการสื่อสารต่างๆ จึงเป็นผู้ที่ทดลองหรือริเริ่มอะไรใหม่ๆ รู้ทันกระแสและเหตุการณ์ที่กำลังโด่งดังกันอยู่ เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ควรจะคำนึงถึงเรื่องการลงทุนอีกเป้าหมายหนึ่ง สำหรับผู้สูงอายุก็ไม่แพ้กัน เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้อายุยืนยาวขึ้นทั้งมาจากการรักษาโยคและยาปฎิชีวนะ และอัตราการเกิดมีน้อยกว่าอัตราการเสียชีวิต จึงทำให้มีผู้สูงอายุเป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันกำลังซื้อของผู้สูงอายุเองก็มีไม่น้อย หากไม่ได้ซื้อเองก็จะมีลูกหลานคอยซื้อไปให้ กลุ่มเป้าหมายนี้จึงน่าลงทุนไม่แพ้กัน และกลุ่มเป้าหมายสุดท้ายคือ กลุ่มผู้ใช้งานในอินเตอร์เน็ต ทั้งนักรีวิว นักวิจารณ์ เพจต่างๆ ที่คอยซื้อของหรือเข้ารับบริการแล้วนำไปเขียนรีวิว ไปสร้างคอนเทนต์ ซึ่งเราอาจจะไม่ได้ขายให้กลุ่มนี้โดยตรง เมื่อพวกเขาซื้อสินค้าหรือได้รับบริการที่ดีก็จะนำไปรีวิวต่อ ซึ่งทำให้พวกเขาเป็นคนกระตุ้นให้ผู้ติดตามของพวกเขามาซื้อสินค้าของเราให้มากขึ้น

      พฤติกรรมการตลาด 5A’s

เมื่อเราสินค้าและบริการแล้วได้รับความรู้สึกที่ดี เราก็ใช้เทคโนโลยีในการบอกต่อโดยผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ ยุคก่อนเราจะบอกได้แค่ครอบครัวและคนรู้จัก การเดินไปบอกคนที่ไม่ได้รู้จักมักจี่ว่าสินค้าตัวนี้ดีไม่ดี ควรจะใช้ต่อหรือโยนทิ้งไปก็เป็นเรื่องไม่ควร แต่ตอนนี้จนเกิดเป็นพฤติกรรมการตลาดแบบใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า 5A’s

(รูปที่ 5.2 Mapping the Customer Path throughout the Five A’s
จากหนังสือ Marketing 4.0 โดย Philip Kotler, Hermawan Kartajaya,
Iwan Setiawan)

1) Aware อยู่ในช่วงโปรโมท เพื่อให้ลูกค้ารับรู้ว่ามีแบรนด์ของเราอยู่บนโลกนี้

2) Appeal ทำให้ลูกค้าสนใจในแบรนด์ของเรา ต้องการสินค้าและบริการจากแบรนด์ของเรามากกว่าเมื่อเทียบกับเจ้าอื่น

3) Ask เมื่อต้องการแล้ว ก็อยากจะรู้เรื่องอื่นตามมา เช่น สินค้าจะมีคุณภาพรึเปล่า ซื้อจากที่ไหนถูกกว่า โดยจะถามครอบครัว เพื่อน คนรู้จัก รวมถึงค้นหาจากเว็บไซต์ของแบรนด์และเว็บไซต์อื่นๆ

4) Act การตัดสินใจซื้อหรือเข้ารับการบริการ ซึ่งการตลาดยุคเก่าจะจบที่ตรงนี้ เพราะถือว่าปิดการขายได้แล้ว แต่การตลาด 4.0 จะมีเพิ่มในข้อต่อไป

5) Advocate พฤติกรรมสุดท้ายคือการบอกต่อ ลูกค้าที่จงรักภักดีในแบรนด์จะไม่เพียงแต่ซื้อสินค้านั้นไปตลอด แต่ยังแนะนำสินค้านั้นให้คนอื่นอีกเป็นทอดๆ จะเป็นการแนะนำแบบปากต่อปาก จนไปถึงการรีวิวในโลกออนไลน์ที่มีเทคโนโลยีช่วยในการสื่อสารเป็นสำคัญ ยิ่งมีหลายคนรีวิว คนก็อยากใช้ตามมากขึ้น แม้ว่าเราจะไม่ได้รู้จักกับคนที่รีวิวก็ตาม

พฤติกรรมการตลาดนี้อาจไม่เรียงตามลำดับ สลับไปมา หรืออาจจะข้ามขั้นตอนไปเลยก็ได้ เช่น เราไปเจอหนังสือที่แนะนำจากเฟซบุคเพจแล้วเกิดความสนใจจึงกดปุ่มซื้อที่เลยที่หน้าเฟซบุคเพจนั้น จะเรียงจาก Advocate > Appeal > Act

สร้างความผูกพันกับลูกค้าแบบการตลาด 4.0

1. ทำการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ การตลาดในปัจจุบันมีแค่หน้าร้านยังไม่พอ เพราะเดี๋ยวนี้ผู้คนชอบซื้อผ่านอินเตอร์เน็ต การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายต้องรวมช่องทางออนไลน์ไว้ด้วย บางคนอยากทราบรายละเอียด กดค้นหาไม่กี่คลิกก็เจอ บางคนสนใจอยากลอง อยากใช้สินค้า เพียงจิ้มไม่กี่ครั้งก็ได้สินค้านั้นมาครอบครอง ไม่ต้องขับรถเสียค่าน้ำมันไปดูถึงหน้าร้าน บางคนเพิ่งทราบว่ามีสินค้าตัวนี้ก็เมื่อดาราศิลปินที่ชื่นชอบมารีวิวในเพจเฟซบุค ด้วยความชื่นชอบก็ไปซื้อมาใช้ตาม อยากได้สะดวกกว่านั้นก็ผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มที่ง่ายต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้นอีก และยังมีแพลทฟอร์ม E-Commerce ที่มีแคมเปญลดราคา ค่าส่งฟรี โปรโมชั่นเพียบ เช่น Shopee, Lazada, Zalora ฯลฯ

2. เชื่อมหน้าร้านกับเว็บเพจเข้าด้วยกัน สินค้าบางอย่าง เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า รถยนต์ หรือแม้แต่เสื้อผ้า รองเท้า ลูกค้าจะสนใจอยากมาดูสินค้าจริงด้วยตัวเอง อาจเพราะกลัวได้ไม่ตรงสเปกที่เลือกไว้ ขนาดไม่ตรงไซส์มาตรฐาน สีเพี้ยนจากสีจริง บางคนก็ชอบที่จะเลือกสินค้าหน้าร้านมากกว่า ได้หยิบได้จับได้สัมผัสของจริงแล้วมีแรงจูงใจในการซื้อมากกว่าแม้ว่าจะมีเว็บไซต์ที่ให้รายละเอียดไว้แล้วก็ตาม ลูกค้าบางรายก็เน้นเรื่องราคาเป็นหลัก ซื้อที่ไหนถูกจะซื้อที่นั่น มาถึงหน้าร้านแล้วแต่ในเว็บดันจัดโปรโมชั่นพอดี ก็กดซื้อในเว็บทั้งที่ยืนอยู่หน้าร้านนั่นแหละ จึงเป็นเหตุผลว่าเราควรจะเชื่อมโยงทั้งหน้าร้านและเว็บเพจเข้าด้วยกันเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละประเภท

3. สร้างประสบการณ์เสมือนจริง หลายแบรนด์เริ่มใช้เทคโนโลยีสำหรับเรื่องนี้มากขึ้น เพราะคิดว่าแค่หน้าร้านหรือออนไลน์ยังไม่พอที่จะสร้างความผูกพันให้ลูกค้าได้ การสร้างประสบการณ์ใหม่ก็เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ดีอีกหนึ่งอย่าง เพื่อช่วยให้ลูกค้าจดจำเราไปได้ตลอด ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์เสื้อผ้าสร้างแอพพลิเคชั่นจำลองการใส่จริง ให้เรากรอกข้อมูลสัดส่วนของเราและลองเสื้อผ้าแบรนด์นั้น ว่าใส่แล้วพอดีตัวหรือไม่ สีดูจืดชืดหรือฉูดฉาดเกินไปไหม แบรนด์เครื่องสำอางออกแบบแอพพลิเคชั่นที่เราสามารถใช้เครื่องสำอางแบรนด์นั้นระบายบนหน้าของเราดูก่อนจะตัดสินใจซื้อได้ แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ก็มีแอพพลิเคชั่นจำลองสินค้าจริงว่าเมื่ออยู่ในบ้านเราจะเป็นอย่างไร ใหญ่เกินไปรึเปล่า สีเข้ากับผนังบ้านไหม แม้แต่แบรนด์อุปกรณ์กีฬาชนิดต่างๆ ก็ได้จำลองการเล่นกีฬาโดยใช้อุปกรณ์นั้นๆ รุ่นนี้หนักหรือเบา จับถนัดมือไหม ลองเล่นแล้วชอบรึเปล่า

4. เปิดรับความคิดเห็น อย่างที่กล่าวมาข้างต้น การบอกต่อ การรีวิว การวิจารณ์เกิดขึ้นในวงกว้างผ่านโซเชียลมีเดีย ในฐานะผู้ประกอบการควรจะเปิดรับทุกความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นในด้านดีหรือไม่ดี ถ้าความคิดเห็นในด้านดี ก็ยิ่งกระตุ้นให้คนสนใจ แต่ถึงเป็นความเห็นในด้านที่ไม่ดี ก็ยังดีกว่าสินค้าที่ไม่มีความคิดเห็นเลย นอกจากนี้เรายังสามารถพัฒนาสินค้าได้ตรงจุดเพราะได้รับความคิดเห็นในด้านการปรับปรุงจากลูกค้าอีกด้วย จากประสบการณ์ตรงของเรา เคยซื้อเครื่องสำอางตามบล็อกเกอร์คนหนึ่งโดยที่เราไม่เคยไปดูของจริง ไม่เคยสัมผัสเนื้อครีม ไม่เคยเห็นสีจริง พอได้มาเราคิดว่าทุกอย่างดีแต่สีมันเข้มไป หลังจากนั้นเครื่องสำอางชิ้นไหนที่บล็อกเกอร์คนนั้นบอกว่าสีอ่อน เราซื้อตามแทบจะทุกอย่างเลย เพราะเราคิดว่าเป็นสีที่พอดีกับเรา

แบรนด์ควรสร้างช่องทางการติดต่อกับลูกค้า จากเว็บไซต์ของแบรนด์โดยตรง จากเว็บเพจของแบรนด์ จากทวิตเตอร์ของแบรนด์ หรือจากตัวแทนการขาย เช่น Sephora ร้านขายเครื่องสำอางชื่อดัง เว็บไซต์จะมีช่องทางสนทนาให้ลูกค้าได้ถาม-ตอบปัญหาและข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวสินค้า หรือรายละเอียดที่ไม่ได้มีในเว็บไซต์ ปัญหาส่วนตัวที่เกี่ยวกับเครื่องสำอางหรือการแต่งหน้า จึงดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาในเว็บไซต์มากขึ้น อีกหนึ่งแบรนด์ที่ใช้โซเชียลมีเดียติดต่อกับลูกค้าได้ดีก็เห็นจะเป็น KFC ร้านขายไก่ทอดชื่อดัง เฟซบุคเพจของไทยได้มีการอัพเดตโปรโมชั่นและสินค้าใหม่อยู่เสมอ ทำให้มีคนมาแสดงความคิดเห็นอยู่เป็นประจำ จะเป็นความเห็นด้านบวกหรือความเห็นกวนประสาท แอดมินก็ตอกกลับไปได้อยู่หมัด แถมยังตบท้ายเกือบทุกครั้งว่าให้มาลองกินไก่ทอดที่ร้านดูสักครั้ง เมื่อมีลูกค้าอยากมาแสดงความคิดเห็นมากขึ้นเท่าไร ไม่ว่าจะอยากให้ปรับปรุงเรื่องอาหารบริการหรืออยากต่อปากต่อคำกับแอดมินก็ตามแต่ ก็จะดึงดูดลูกค้าเข้ามาในเพจมากขึ้น ได้เห็นสินค้าของแบรนด์ทุกวัน

5. เทคนิค WOW เป็นความรู้สึกดีเยี่ยมหรือสิ่งที่ไม่ได้คาดหวังจากสินค้าและบริการนั้นๆ เป็นประสบการณ์ตรงเมื่อตอนเด็ก เราไปเดินห้างสรรพสินค้าโซนของเล่น เจอของเล่นชิ้นหนึ่งอยากได้มากและกำลังลดราคา แม่บอกให้เราเก็บตังค์ ซึ่งเราก็มีความพยายามมาก เราเก็บจนครบและกลับไปที่โซนของเล่นอีกครั้ง หยิบของเล่นไปจ่ายเงินทันที และต้องทำหน้าหงอยเมื่อพนักงานบอกว่าเวลาโปรโมชั่นหมดลงแล้ว ซึ่งเราจะได้ของเล่นชิ้นนั้นไปครอบครองเมื่อเราจ่ายในราคาปกติ แต่เหมือนฟ้ามาโปรด ผู้จัดการแผนกเดินมาและแก้ราคาของเล่นให้เราเป็นราคาที่ลดแล้ว หลังจากนั้นเราก็ไปซื้อของเล่นจากห้างสรรพสินค้านั้นตลอดมา

การตลาดในยุคสมัยนี้เน้นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้นจากช่องทางต่างๆ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ยุคก่อนที่ว่าสินค้าดีก็ขายได้ อยู่ได้ด้วยตัวมันเองแล้ว แต่ปัจจุบันสินค้าบางตัวไม่ได้ถึงกับดีเยี่ยมก็ทำกำไรให้ผู้ประกอบการเป็นกอบเป็นกำ ยุคนี้เป็นยุคของข้อมูล ใครมีข้อมูลมากก็ชนะ พอมีข้อมูลมีรายเอียดก็จะดึงดูดคนเข้ามาอ่าน เข้ามาเผยแพร่ข้อมูลนั้น แล้วจึงเกิดการซื้อขายไปจนถึงการบอกต่อ หากเราเริ่มตั้งแต่สินค้าดีจนทำให้ลูกค้าซื้อและบอกต่อกันไปได้เรื่อยๆ จึงจะเป็นความสำเร็จของการตลาด 4.0

ไม่ต้องจ้างแพงอีกต่อไป! สร้าง Infographic ด้วยตัวคุณเองจากเครื่องมือเหล่านี้

สำหรับยุคที่ข้อมูลเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การรับรู้ข้อมูลและประมวลผลจึงต้องมีความรวดเร็วมากขึ้นเพื่อให้ทันเหตุการณ์ ยิ่งข้อมูลน่าสนใจและอ่านง่ายก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านมากขึ้นเท่านั้น หากการย่อยข้อมูลให้เหลือเพียงหน้าเดียวและมีสีสันน่าอ่าน คงจะดีไม่น้อย

Infographic คือ การนำข้อมูลมาเสนอในแบบของรูปภาพ เพื่อให้อ่านง่ายและประหยัดเวลาในการอ่าน อาจมีแผนภูมิหรือกราฟแทรกอยู่ด้วย ในปัจจุบันนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นสรุปเหตุการณ์บ้านเมือง ข่าวซุบซิบดารานักร้อง ข้อมูลวิชาการ รวมไปถึงการโปรโมทสินค้า ซึ่งเป็น Content Marketing ที่แต่ก่อนต้องจ้างกันแพง แต่วันนี้ทางเรามีตัวช่วยมาเสนอค่ะ

1. Canva

      เครื่องมือออกแบบกราฟฟิกที่มีแม่แบบให้เลือกเยอะและสวยมาก มีตั้งแต่ เรซูเม่ ประกาศนียบัตร แบนเนอร์ต่างๆ และ infographic คือหนึ่งในนั้น เพียงแค่คุณใส่ข้อมูลในแม่แบบที่เลือกไว้ จัดเรียงนิดหน่อยก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย นอกจากนี้ยังเลือกได้ว่าจะบันทึกเป็น PNG JPG หรือ PDF สำหรับการเริ่มต้นใช้งานก็ฟรี มีภาพถ่าย ภาพวาด และไอคอนให้เลือกใช้มากมาย ส่วนแม่แบบหรือรูปภาพที่มีสัญลักษณ์ $ คือ จ่าย 1$ ต่อการนำมาใช้ 1 ครั้ง ถ้ายังไม่ถูกใจก็สามารถอัพโหลดกราฟฟิกของเราลงในแม่แบบได้อีกด้วย

      มาถึงข้อเสียกันบ้าง เครื่องมือนี้ไม่ค่อยรองรับฟอนต์ภาษาไทย แต่ด้วยความที่กราฟฟิกและแม่แบบสวย ใช้วิธีบันทึกไฟล์ที่มีแค่รูป แล้วใช้ Photoshop หรือโปรแกรมอื่น เช่น Paint Powerpoint ในการใส่ตัวอักษรภาษาไทยก็ได้ และถ้าสมัครสมาชิกแบบเสียเงินจะมีสิทธิพิเศษอื่นๆ เพิ่มเติมอีก สำหรับมือใหม่อาจยังไม่จำเป็นเท่าไรนัก

2. Easelly

      สร้าง Infographic จากแม่แบบที่มีอยู่ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องลงทะเบียน มีไอคอน กราฟฟิก รูปภาพให้เลือกใช้เพื่อแก้ไขแม่แบบให้ได้ตามต้องการ อัพโหลดกราฟฟิกของเราลงไปได้เช่นเดียวกับ Canva กราฟ แผนภูมิ เครื่องมือครบสุดๆ เริ่มต้นก็ฟรีอีกเช่นกัน หากต้องการเข้าถึงแม่แบบมืออาชีพ จะจ่ายเงิน 3$ ต่อเดือน ข้อเสียคือแม่แบบฟรีที่มีให้เลือกใช้ไม่ค่อยสวย จึงต้องการการปรับแต่งเยอะเป็นพิเศษ

3. Infogram

      จากชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเน้นเรื่องแผนภูมิ กราฟและแผนภูมิของเครื่องมือนี้ถือว่าสวยงามมากและมีให้เลือกหลากหลายแบบ แนะนำสำหรับ Content Marketing ที่ใช้ข้อมูลตัวเลขเยอะ สามารถเชื่อมต่อกับไฟล์ Excel ได้ ไม่ต้องพิมพ์ข้อมูลหลายครั้งให้เสียเวลาและป้องกันความผิดพลาด เมื่อนำข้อมูลนั้นมาสร้างเป็น Infographic รับรองว่าไม่แพ้มืออาชีพแน่นอน

      เริ่มต้นฟรี แต่ข้อเสียคือไม่สามารถนำออกจากเว็บได้ถ้าคุณไม่ยอมเสียเงิน  นอกจากนั้นคุณยังต้องจ่ายถึง 67$ เพื่อนำโลโก้ออกจาก Infographic ที่เราออกแบบเสร็จแล้ว ซึ่งแพงกว่าเครื่องมืออื่น

4. Piktochart

      เครื่องมือสำหรับการทำ Infographic โดยเฉพาะ แม่แบบก็สวย เริ่มใช้งานก็ฟรี แต่มีเงื่อนไขสำหรับจำนวนแม่แบบ การนำออกและโลโก้ที่ติดมากับแม่แบบ หากจะนำโลโก้ออกจะต้องซื้อแพกเกจแบบโปรราคา  29$ ต่อเดือน ข้อเสียคือไม่สามารถอัพโหลดฟอนต์ของเราเองมาใช้กับเครื่องมือนี้ได้ แม้ว่าจะจ่ายแพกเกจแพงที่สุดที่มีแล้วก็ตาม ซึ่งมีวิธีแก้ไขคือ ถ้าคุณใช้เวอร์ชันฟรีอยู่ ให้บันทึกเป็น PNG แล้วแก้ไขต่อที่โปรแกรมอื่น สำหรับแพกเกจไลท์อยู่ที่ 15$ ต่อเดือนสามารถบันทึกเป็น PDF ได้และมีแม่แบบให้เลือกเพิ่มขึ้น สำหรับมือใหม่ไม่ได้ใช้บ่อย แพกเกจฟรีถือเป็นตัวเลือกที่ดีในการฝึกหัดใช้งาน

5. Venngage

      เครื่องมือนี้คือการผสมผสานของความสามารถในการประมวลผลข้อมูลออกมาในรูปของแผนภูมิอย่าง Infogram กับกราฟฟิกมืออาชีพของ Canva และแม่แบบที่สวยงามของ Piktochart อย่างลงตัว เริ่มต้นฟรีแต่ต้องเสียเงินสำหรับการนำโลโก้ออกเช่นเคย สำหรับแพกเกจมืออาชีพราคาเพียง 19$ ต่อเดือนเพื่อนำโลโก้ออก ซึ่งถูกกว่าเมื่อเทียบกับเครื่องมืออื่น นอกจากนี้ยังมีแพกเกจธุรกิจ 39$ ให้เลือกใช้เพื่อการใช้งานที่มากขึ้นด้วย

6. Visme

      เครื่องมือออกแบบกราฟฟิกเช่นเดียวกับเครื่องมืออื่นๆ ไม่ได้เน้นอะไรเป็นพิเศษ เริ่มต้นใช้งานได้ฟรีเช่นกัน ข้อเสียคือมีแม่แบบให้เลือกใช้น้อย และบันทึกเป็น PDF ไม่ได้ และถ้าคุณยังอยู่ในเวอร์ชันฟรีจะถูกจำกัดการใช้งานแค่ 3 งานเท่านั้น

      ข้อควรระวังในการใช้คือ เน้นที่เนื้อหาเป็นส่วนสำคัญ ควรเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน อย่าลืมว่าจุดประสงค์ของ Infographic คือ ช่วยให้ข้อมูลอ่านง่าย เข้าใจได้อย่างรวดเร็วและควรจบภายในหน้าเดียว เนื้อหาที่เป็นตัวอักษรไม่ควรเยอะเกินไป ควรจะสั้นและกระชับ นอกจากนี้ควรอ่านข้อมูลหรือเนื้อหาที่จะใช้ในการออกแบบให้เข้าใจก่อนแล้วค่อยเลือกรูปแบบของ Infographic เรื่องสีสันก็สำคัญไม่แพ้กัน การเลือกสีที่ตัดกันจนเกินไปทำให้ลายตา อ่านยาก แต่การเลือกสีไปในแนวทางเดียวกันโดยไม่เน้นส่วนไหนเลยก็ดูน่าเบื่อ

สำหรับเครื่องมือที่นำเสนอไปแล้วนั้น ควรพิจารณาว่าเลือกใช้เครื่องมือใดจะเหมาะกับรูปแบบของข้อมูล แต่ละเครื่องมือจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป การใช้งานง่ายและซับซ้อนในบางฟังก์ชัน แม้แต่ราคาที่จะจ่ายออกไป เป็นข้อดีที่ทุกเครื่องมือมีให้ลองใช้ฟรี ดังนั้นควรศึกษาและลองใช้ดูก่อนเพื่อเป็นตัวเลือกสำหรับการใช้งานเมื่อเป็นมืออาชีพต่อไป

งานไม่ผ่าน เพราะฟอนต์อ่านยาก แนะนำวิธีใช้ฟอนต์ไทยสวยๆให้เหมาะกับสไตล์งานของคุณ

ไม่ว่าเราจะพิมพ์เอกสารที่ใช้งานในบริษัท จะทำเว็บส่งลูกค้า จะทำนามบัตรหรือการ์ดในโอกาสต่างๆ แม้แต่การอัพรูปลงอินสตาแกรมหรือถ่ายวิดีโอลงยูทูป สิ่งที่คุณควรพิจารณาและลืมไม่ได้เป็นอันขาดคือตัวอักษรหรือฟอนต์นั่นเอง ซึ่งเป็นตัวช่วยเสริมให้เอกสารอ่านง่าย หน้าเว็บน่าสนใจ กระทั่งบ่งบอกอารมณ์จากวิดีโอของคุณ

ฟอนต์ภาษาอังกฤษที่เราได้มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุคนั้นมีให้เลือกมากมาย แต่ฟอนต์ไทยนั้นหายากเหลือเกิน แต่การเลือกฟอนต์ให้เหมาะสมกับสิ่งที่คุณอยากจะสื่อนั้นยากยิ่งกว่า เมื่อฟอนต์มีความสำคัญขนาดนี้ เราขอเป็นตัวแทนของอีกหนึ่งสื่อที่อยากแนะนำฟอนต์ที่ตรงกับสไตล์งานของคุณ

1. Supermarket

เริ่มที่ฟอนต์แรกกันเลย ฟอนต์นี้มีชื่อว่า Supermarket เป็นฟอนต์ที่ดังและฮิตมากๆ เว็บแนะนำต่างๆทั้งดังและไม่ดัง จะต้องมีชื่อฟอนต์นี้อยู่ในอันดับแน่นอน ส่วนลักษณะโค้ง เป็นฟอนต์ไม่มีหัว มีช่องว่างเท่ากัน สามารถใช้เป็นเนื้อความของบทความได้ การใช้ตัวหนาในหัวข้อของบทความก็ทำให้อ่านง่ายและน่าสนใจมากขึ้น

ดาวน์โหลดฟรีได้ที่ : http://www.f0nt.com/release/supermarket/

2. Thai Sarabun New

ฟอนต์ต่อมาเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาในวงการฟอนต์ Thai Sarabun New เด็กประถม-มัธยมเขียนรายงานส่งครูก็ต้องโหลด ผู้ใหญ่วัยออฟฟิศก็โหลดกันกระจาย ถือว่าเป็นที่แพร่หลายมาก เป็นฟอนต์มาตรฐานของระบบราชการไทยสำหรับออกหนังสือราชการต่างๆ ล้วนแต่ใช้ฟอนต์นี้ เพราะเป็นฟอนต์มีหัวที่เป็นทางการ มีความเรียบร้อย จึงเหมาะกับเอกสารที่มีตัวหนังสือเยอะๆ ช่วยให้อ่านง่ายขึ้น

ดาวน์โหลดฟรีได้ที่ : http://www.f0nt.com/release/th-sarabun-new/

3. CS Prakas

                จากชื่อก็บ่งบอกแล้วว่าสำหรับงานประกาศ งานป้าย ไวนิล โรลอัพ จำพวกสื่อสิ่งพิมพ์ขนาดใหญ่ ด้วยลักษณะของช่องว่างระหว่างตัวอักษรที่ใหญ่เป็นพิเศษ ทำให้มองเห็นได้จากที่ไกลๆ อ่านง่าย มีความเป็นระเบียบในตัว และเป็นฟอนต์มีหัว ทำให้มีความเป็นทางการ สามารถใช้กับนามบัตร เพิ่มความเป็นมืออาชีพของคุณได้อีกด้วย

ดาวน์โหลดฟรีได้ที่ : http://www.f0nt.com/release/cs-prakas/

4. Cloud

          ฟอนต์ไม่มีหัวจาก Tycomancer ลักษณะโค้งคล้ายปุยเมฆ และมีเหลี่ยมเล็กน้อย ใช้กับหัวข้อบทความเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน เป็นฟ้อนต์ที่มีความทันสมัย นอกจากนี้ยังมีฟอนต์ย่อยให้เลือกใช้ เช่น Cloud Loop, Cloud Soft จากความรู้สึกส่วนตัวรู้สึกคล้ายกับฟอนต์ Quark ซึ่งมีแรงบันดาลใจจากโมเลกุลและอะตอม

ดาวน์โหลดได้ทั้งฟรีและไม่ฟรีได้ที่ : http://typomancer.com/cloud

5. CS Chatthai

          ลักษณะตัวอักษรที่คล้ายกับเมื่อเราคัดไทยตอนเด็กๆ ตัวอักษรกว้างและช่องว่างระหว่างตัวอักษรดูเหมาะสม เป็นฟอนต์ไทยที่เด็กอ่านง่าย ผู้ใหญ่อ่านดี ฟอนต์นี้เหมาะสำหรับเนื้อหาสั้น อาจจะเป็น Quote สั้นๆ เพราะเนื้อหายาว แล้วใส่ตัวอักษรแนวนอนได้น้อยเมื่อเทียบกับบรรทัด จะทำให้ถูกบีบอัดจนดูแน่นเกินไป

ดาวน์โหลดฟรีได้ที่ : http://www.f0nt.com/release/cs-chatthai/

6. Boon

          แค่เห็นฟ้อนต์ก็นึกถึงผนังวัดที่มีป้ายโปรดสัตว์แล้ว ฟอนต์มีหัวตัวอ้วน ดูสงบเรียบง่าย ให้อารมณ์ผ่อนคลายเหมือนอยู่ในวัดตัวนี้ นอกจากจะใช้สำหรับป้ายในวัดแล้ว งานปกติก็ยังสามารถใช้ได้ แต่ควรระวังเรื่องความหนา เพราะตัวอักษรหนากว่าตัวอักษรปกติ แต่สำหรับผู้สูงอายุจะอ่านง่าย ฟอนต์นี้ไม่ได้มีแค่ภาษาไทยเท่านั้น ยังมีภาษาลาวอีกด้วย

ดาวน์โหลดฟรีได้ที่ : https://fontuni.com/boon/

7. Nithan

          ชื่อนิทานบนปกหนังสือของเด็กๆ มักใช้ฟอนต์นี้ รวมทั้งนิยายและเรื่องเล่าต่างๆ อาจจะเห็นบ้างบนนามบัตร เพราะยังมีความเป็นทางการ ลักษณะตัวอักษรมีหัว ความยาวมากกว่าความกว้างแต่ไม่มาก ใช้กับสีโทนอ่อน หรือสีพาสเทลจะเพิ่มความน่ารักขึ้นมาอีกระดับ เหมาะกับสื่อที่เกี่ยวกับเด็ก การศึกษา

ดาวน์โหลดฟรีได้ที่ : https://www.f0nt.com/release/nithan/

8. Waffle

          เป็นฟอนท์ที่อยากแนะนำสำหรับสาวๆ ด้วยลักษณะตัวอักษรที่โค้งมน คล้ายลายมือน่ารักๆ ไว้ใส่ในsubtitle บนวิดีโอ หรือ content เกี่ยวกับความสวยความงาม รีวิวเครื่องสำอางคิ้วท์ๆก็น่ารักไปอีกแบบ แนะนำให้ใช้กับพื้นหลังสีพาสเทลเพื่อเพิ่มความหวานเหมือนวาฟเฟิลตามชื่อฟอนต์

ดาวน์โหลดฟรีได้ที่ : https://www.f0nt.com/release/waffle/

9. [email protected]

      ฟอนต์นี้สำหรับงานที่ต้องการความเป็นไทยแท้ๆ ลักษณะตัวอักษรที่หนากว่าปกตินิดๆ มีความเล่นหางหน่อยๆ ดูหรูหรามีระดับอย่างไทย พบเห็นได้ที่ป้ายร้านทอง เมื่อเร็วๆนี้ จะพบจากหัวข้อ ประโยคสั้นๆ หรือบทกลอนที่บริษัทต่างๆแสดงความเสียใจถึงร.9 มีการใช้ในวาระสำคัญของทางราชการและพระราชพิธีของทางสำนักราชวัง

.

ดาวน์โหลดฟรีได้ที่ : https://www.f0nt.com/release/was-piaere/

10. DR Déco

          ฟอนต์นี้เป็นฟอนต์ไทยสไตล์โมเดิร์นหน่อยๆ แนะนำให้ใช้เป็นหัวข้อหรือข้อความสั้นๆ หากใช้เป็นเนื้อหาจะอ่านยากเกินไป เนื่องจากลักษณะตัวอักษรแคบ ไม่มีหัว ตัวบาง ไม่มีความเป็นทางการใดๆ มีแต่ความอาร์ตล้วนๆ สำหรับงานออกแบบ หรือนามบัตรของกราฟฟิคดีไซน์ก็ดูไม่เลวเลยทีเดียว

ดาวน์โหลดฟรีได้ที่ : https://www.f0nt.com/release/drdeco/

11. Circular

          เรียกชื่อไทยว่า “ฟอนต์วงกลม” เนื่องจากลักษณะตัวอักษรมีความโค้งมน เหมาะสำหรับงานที่ดึงดูดความสนใจอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้ศิลป์จนเกินไป แต่ก็ไม่ทางการจ๋า จึงใช้ได้หลากหลายรูปแบบ หัวข้อที่อยากให้ดูเด่นกว่าตัวเนื้อหา หรือเนื้อหาที่อ่านง่ายสบายตา ก็สามารถใช้ฟอนต์นี้ได้ทั้งนั้น

ดาวน์โหลดฟรีได้ที่ : https://www.f0nt.com/release/circular-2/

12. Mitr

          ฟอนต์นี้อ่านเป็นชื่อไทยว่ามิตร สำหรับการใช้งานก็เป็นมิตรไม่แพ้ชื่อ ส่วนใหญ่มักจะใช้เป็นหัวข้อ จากลักษณะตัวอักษรไม่มีหัว หนาและเข้ม ทำให้หัวข้อดูเด่น ใช้เป็นเนื้อหาก็อ่านง่าย ฟอนต์นี้ดาวน์โหลดฟรีได้ที่ Google Font

ดาวน์โหลดฟรีที่ : https://fonts.google.com/specimen/Mitr

จากฟอนต์แนะนำตัวสุดท้ายมีการกล่าวถึง Google Font ซึ่งสามารถเลือกมาใช้ได้ในเว็บไซต์ของเราโดยไม่ต้องโหลด ไม่ต้องลงโค้ดให้เสียเวลา มีฟอนต์ไทยให้เลือกถึง 12 แบบ ทั้งเป็นทางการและสำหรับงานดีไซน์ ดังนี้

1. ฟ้อนต์ Itim (ไอติม) – ฟ้อนต์ตัวกลมน่ารัก เหมาะกับงานออกแบบสำหรับเด็ก

2. ฟ้อนต์ Chonburi (ชลบุรี) – ฟ้อนต์โค้งเยอะ เหมาะกับงานออกแบบสไตล์หรูหรา

3. ฟ้อนต์ Kanit (คณิต) – ฟ้อนต์ไม่มีหัว เหมาะกับงานออกแบบสมัยใหม่ (อารมณ์ Supermarket, RSU, Thai Sans ที่ชอบใช้กัน)

4. ฟ้อนต์ Prompt (พร้อม) – ฟ้อนต์ไทยหน้าตาดี ที่ใกล้เคียง Sukhumvit มากที่สุด มีความสมัยใหม่ คลีนกว่า Kanit

5. ฟ้อนต์ Trirong (ไตรรงค์) – ฟ้อนต์ไทยมีหัว บาง ผอม เหมาะกับงานสไตล์ไทย ๆ จำพวกหนังสือพิมพ์ ที่อยากให้เนื้อหาอ่านง่าย

6. ฟ้อนต์ Taviraj (ทวิราช) – ฟ้อนต์ไทยมีหัว ตัวอ้วนกว่า Trirong ซึ่งทำให้อ่านง่ายกว่าเมื่อใช้ตัวอักษรขนาดเล็ก

7. ฟ้อนต์ Mitr (มิตร) – ฟ้อนต์ไทยไม่มีหัว ดูสมัยใหม่ มีความโค้งมนเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย

8. ฟ้อนต์ Athiti (อธิติ) – ฟ้อนต์ไม่มีหัว แบบบาง มีเชิงเล็ก ๆ ที่ทำให้ดูมีความเป็นไทย

9. ฟ้อนต์ Pridi (ปรีดี) – ฟ้อนต์ไทยมีหัว ไม่ไทยจ๋า ยังมีความสมัยใหม่อยู่

10. ฟ้อนต์ Maitree (ไมตรี) – ฟ้อนต์ไทยมีหัว มีเชิงหนักมาก ให้อารมณ์ตัวหนังสือสมัยก่อน

11. ฟ้อนต์ Pattaya (พัทยา) – ฟ้อนต์ไทยไม่มีหัว เอามาจับคู่กับฟ้อนต์ Lobster ฟ้อนต์อังกฤษชื่อดังใน Google Fonts ได้เลย

12. ฟ้อนต์ Sriracha (ศรีราชา) – ฟ้อนต์ไม่มีหัว ตัวเอียง เหมือนลายมือ

โดยเราอ้างอิงจากเว็บนี้ด้านล่างนี้ คุณสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้อย่างมั่นใจว่าได้ข้อมูลครบถ้วนและถูกต้องแน่นอน

สังเกตได้ว่า ลิ้งค์ดาวน์โหลดส่วนใหญ่ในบทความนี้ คือ https://www.f0nt.com/ ซึ่งในเว็บไซต์มีทั้งตัวอักษรไทยแบบเขียนหมึกเลียนแบบตัวอักษรจีนจีน ตัวอักษรไทยสไตล์เกาหลี ไว้เขียนคอนเทนต์เกี่ยวกับอาหารเกาหลี เครื่องสำอางเกาหลี คอนเทนต์ต่างๆที่เกี่ยวกับเกาหลี ฟอนต์ต่างๆที่ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งต่างๆ เช่น ฟอนต์ลายมือเด็ก ฟอนต์รากไม้ใบหญ้า สิงสาราสัตร์ เยอะแยะไปหมด เนื่องจากจุดประสงค์ของผู้ก่อตั้งเว็บไซต์คือสร้างฟอนต์เองและแบ่งปันฟอนต์ให้ได้ใช้กันอยู่แล้ว เชิญชวนบุคลากรสายงานกราฟฟิคดีไซน์มาลองเลือกดูนะคะ

ขอแนะนำเรื่องสุดท้าย ไม่มีฟอนต์ที่สวยที่สุด มีแค่ฟอนต์ที่เหมาะกับงานมากที่สุด เลือกให้เหมาะกับเนื้อหา เลือกให้ตรงกับหัวข้อ เลือกสีพื้นหลังไปในแนวทางเดียวกันกับลักษณะตัวอักษร รับรองว่างานของคุณจะดีขึ้นอีกขั้นจนเจ้านายเรียกไปชมเชยเลยค่ะ มาฝึกใช้ไปด้วยกันนะคะ